ทีม ฟุตบอล แมนฯ ยูไนเต็ดและ รีซ เจมส์ ตัวดาวรุ่งจากเชลซีก็มีฤดูกาลที่ดีเอามากๆ

ฟุตบอล

นับเป็นเรื่องที่น่าสบายใจสำหรับทีมชาติอังกฤษ ที่มีตัวเลือกหลากหลายในตำแหน่งแบ็กขวา แต่ใครกันล่ะคือคนที่ดีที่สุดที่จะยึดตัวจริง?เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ พัฒนาขึ้นมาเป็นหนึ่งในฟูลแบ็กที่ดีที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม อีกสองรายอย่าง อารอน วาน-บาสซาก้า จากทีม ฟุตบอล แมนฯ ยูไนเต็ด และ รีซ เจมส์ ตัวดาวรุ่งจาก เชลซี ก็มีฤดูกาลที่ดีเอามากๆ ในปีนี้เช่นกัน

ไม่กี่วันก่อน แฟร้งค์ ซินแคลร์ อดีตกองหลังทีม ฟุตบอล เชลซี เชื่อว่า เจ้าหนู เจมส์ เป็นฟูลแบ็กที่มีความสามารถรอบด้านเหนือกว่า รุ่นพี่ เทรนท์ และเชื่อว่า เจมส์ มีโอกาสจะเบียดตำแหน่งตัวจริงในทัพสิงโตคำราม ได้ในอนาคตในสกู๊ปนี้ เรามาเปรียบเทียบฟอร์มการเล่นของทั้งสามคนตลอดทั้งฤดูกาล 2019/20 ในแต่ละด้าน ซึ่งใครจะเป็นคนที่เจ๋งที่สุด แล้วคำพูดของ ซินแคลร์ มันจริงหรือไม่?

ฟุตบอล

    เรื่องเกมรับ

การเล่นเกมรับเป็นหนึ่งในเรื่องที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ต้องได้รับพิสูจน์ในฤดูกาลนี้

ลิเวอร์พูล ครองความยอดเยี่ยมที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ซีซั่น 2019/20 ซึ่ง เทรนท์ มีค่าเฉลี่ยปะทะบอลสำเร็จต่อ 90 นาที อยู่ที่ 1.6 ครั้ง และมีเปอร์เซ็นต์สำเร็จอยู่ที่ 53.3%

รีซ เจมส์ ทำในส่วนนี้ดีกว่า เทรนท์ ซึ่งเขาปะทะบอลสำเร็จ 1.9 ครั้งต่อ 90 นาที อีกทั้งยังมีเปอร์เซ็นต์สำเร็จมากกว่าอีกที่ 65.5%

มาถึง อารอน วาน-บิสซาก้า นี่คือตัวเลขที่เจ้าตัวทำไว้โดดเด่นเหนือกว่า 2 รายแรกสูงมาก 3.8 ครั้งต่อเกม และ 82.6% คือตัวเลขปะทะสำเร็จและเปอร์เซ็นสกัดสำเร็จ ตามลำดับ

ในส่วนของการตัดบอล แบ็กจากค่าย”ปีศาจแดง” ยังเด่นกว่าใครเพื่อน ทำไป 2.0 ครั้งต่อ 90 นาที ส่วน เจมส์ กับ เทรนท์ ต่างมีตัวเลขเท่ากันคือ 1.3 ครั้งต่อ 90 นาที

    การผ่านบอลและเกมรุก

ฟูลแบ็ก ในอดีตเรื่องที่สำคัญที่สุดคือการเล่นเกมรับ แต่ในเกมฟุตบอลยุคใหม่ พวกเขาจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเกมรุก

เจมส์ มีตัวเลขผ่านบอลสำเร็จอยู่ที่ 87.0% เหนือว่าทั้ง วาน-บิสซาก้า (79.9%) และ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์(75.8)

เกมรุกของ ลิเวอร์พูล จะเคลื่อนที่โจมตีทางแนวกว้าง ซึ่งทำให้ เทรนท์ มีค่าเฉลี่ยครอสบอลถึง 7.5 ครั้งต่อ 90 นาที (ไม่รวมลูกเตะมุม)

ขณะที่ เจมส์ เป็นแบ็กขวาอีกหนึ่งคนที่มักจะเติมขึ้นไปเล่นเกมรุก ซึ่งตัวเลขการครอสบอลอยู่ที่ 5.8 ครั้ง ต่อ 90 นาที

แต่เรื่องเกมรุก สำหรับ วาน-บิสซาก้า ยังห่างไกลกว่าคิดคาดหวังไว้ ดาวเตะวัย 22 ปี มีค่าเฉลี่ยครอสบอลที่ 2.86 ครั้งต่อ 90 นาทีเท่านั้น

และมันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่ เทรนท์ จะยังเป็นคนที่สร้างโอกาสมากที่สุด(2.6 ครั้งต่อ 90 นาที) เหนือกว่าทั้ง เจมส์(1.3) และ วาน-บิสซาก้า(0.7)

อย่างไรก็ตาม เจมส์ เป็นคนที่เลี้ยงบอลได้ดีที่สุดในสามคนนั้น ด้วยการมีตัวเลขเลี้ยงบอลสำเร็จ 2.3 ครั้งต่อ 90 นาที และมีเปอร์เซ็นต์สำเร็จที่ 79.3%

ซึ่งอีกสองคนที่เหลือ วาน-บิสซาก้า มาเป็นอันดับ 2 ที่ 1.7 ครั้งต่อเกม ด้วยเปอร์เซ็นต์ 68.0% ส่วน เทรนท์ รั้งท้ายด้วยตัวเลข 0.6 ครั้งที่ 37.4%

    ทำประตูและแอสซิสต์

สื่อข่าว สมัครเล่น ฮอลิเดย์ เผยว่าการมีส่วนร่วมกับประตูคือโบนัสของ แบ็กขวา และ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก็จัดไป 2 ประตู กับ 12 แอสซิสต์ ในลีกปีนี้ และมีค่าเฉลี่ยทำประตูหรือแอสซิสต์ได้ทุกๆ 182.1 นาที

ส่วน เจมส์ และ วาน-บิสซาก้า ยังไม่สามารถทำประตูได้ใน พรีเมียร์ลีก แต่ทาง แบ็กฝั่งเชลซี ทำประตูได้แล้วในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ลีก คัพ

วาน-บิสซาก้า ที่ลงสนามให้ ยูไนเต็ด ตลอดทั้งซีซั่น ก็ทำไป 2 แอสซิสต์ และมีส่วนร่วมกับประตูโดยตรงทุกๆ 1,180.5 นาที

ด้าน เจมส์ ทำได้ 2 แอสซิสต์ โดยมีตัวเลขการมีส่วนร่วมกับประตูทุกๆ 534 นาที

ประโยคอมตะของนัก ฟุตบอล บิลล์ แชงค์ลี่ย์ พูดไว้ว่า a matter of life and death

ฟุตบอล

หนึ่งในประโยคอมตะของนัก ฟุตบอล บิลล์ แชงค์ลี่ย์ พูดเอาไว้ว่าผมเคยเข้าใจเหมือนหลายๆ คนว่ามันหมายถึงเรื่องความเป็นความตาย กระทั่งพี่หมวยมาเฟียรี่เรียกไปอธิบายให้ฟังว่า คำว่า a matter of life and death เป็นสำนวน ไม่ได้มีความหมายรุนแรงระดับความตายอะไรอย่างนั้น

 ถ้าจะหาคำให้ใกล้เคียงหน่อยก็คงเป็น เรื่องคอขาดบาดตาย หรือเรื่องที่สำคัญมากๆมันเป็นบริบทคล้ายๆ กันนั่นล่ะครับ คือหมายถึงเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพียงแต่ถ้าเราแปลคำว่า death ตรงตัวมันก็คือความตาย ซึ่งความรุนแรงจะหนักกว่ามากเพราะในชีวิตจริงคงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความตายหรือชีวิตคนหรอก แม้กระทั่ง ฟุตบอล ที่เรารักอย่างลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณ
ฟุตบอล

ผมชอบคำพูดของแชงค์ลี่ย์ประโยคนี้มาก มันทรนงองอาจและประกาศตัว ยืนยันถึงความอุทิศตนที่มีให้กับฟุตบอล มันสำคัญจริงๆ ในระดับนั้น เรื่องคอขาดบาดตายอะไรก็ไม่สำคัญเท่า

หากคงต้องเว้นเรื่องของชีวิต ความสูญเสีย และความตายเอาไว้ มันคือเรื่องที่ใหญ่กว่า

ก็อย่างที่แถลงการณ์ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ว่าเอาไว้นั่นล่ะครับ ณ เวลานี้ฟุตบอลเป็นเรื่องรอง สุขภาพและความปลอดภัยของทุกคนมาเป็นลำดับแรก

สำหรับลิเวอร์พูลและตำแหน่งแชมป์ลีกที่รอคอยมา 30 ปีของพวกเขา..

ตราบใดที่แต้มยังไม่ขาดในทางทฤษฎี คุณไม่อาจอ้างความชอบธรรมในการเป็นแชมป์ได้เลย

เว้นเสียแต่ว่าเพื่อนร่วมอาชีพจะเห็นพ้องต้องกันว่าคุณสมควรได้รับมันแม้มีเหตุไม่คาดฝันทำให้การแข่งขันไม่สามารถจบลงได้

เพราะเมื่อข่าวโควิด-19 หนักขึ้นเรื่อยๆ มันก็ชวนให้บรรยากาศรอบตัวหม่นหมองไปด้วยเรื่อยๆ เช่นกัน

มันหงอยเหงา ไม่มีอารมณ์ร่วมในเชิงเฉลิมฉลองเลยสักนิด ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันควรจะเป็นฤดูกาลที่เปล่งประกายเจิดจรัส แฟนบอลตั้งหน้าตั้งตารอเสียงนกหวีดสุดท้ายที่ยืนยันว่าแต้มขาดลอย

ความอัดอั้นที่สั่งสมมาเป็นปี บางคนสิบกว่าปี บางคนยี่สิบกว่าปี หลายคนสามสิบปี จะได้ระเบิดอย่างปลดปล่อย ทะลักทลายออกมาให้หมด

ข่าวสารต่างๆ หลั่งไหล มีเบื้องลึกเบื้องหลังให้ตามกันเพียบ บทสัมภาษณ์จากผู้คนในวงการ ผู้คนนอกวงการ สกู๊ปพิเศษเจาะลึกแง่มุมทั้งหลายของ 30 ปีที่รอคอย

เพาะบ่มแพสชั่นไปเรื่อยๆ ทุกวันๆ ความตื่นเต้นทวีขึ้นทุกที นับถอยหลังกันอย่างเอิกเกริก จาก 2 นัด เหลือ 1 นัด แล้วก็ระเบิดตูม.. เป็นแชมป์ ดีใจกันอย่างบ้าคลั่ง แฟนบอลแห่กันออกมาตามท้องถนนเต็มเมืองลิเวอร์พูล กองเชียร์หงส์แดงครึกครื้นถ้วนหน้า เป็นเทศกาลรื่นเริงของแฟนหงส์ทั่วโลก

มันต้องเป็นอย่างนั้นสิครับ ภาพที่เกิดขึ้นมันควรจะเป็นอย่างนั้นถึงจะสมกับความเป็นจริง

ก็ได้แต่เสียดายว่ามันคงจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้เพราะอารมณ์ที่ล้อมรอบอยู่นั้นไม่เอื้อ ด้วยใจยังปกคลุมไปด้วยภาพความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นจากโควิด-19

เมื่อสถานการณ์ของโลกเป็นอย่างนี้ เดอะค็อปก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้ คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เหมือนที่ไม่อาจเลือกธรรมชาติที่อยากให้เป็นได้

นึกย้อนไปถึงคนที่เกิดในยุคมืด ยุคกลาง ยุคล่าแม่มด ยุคเหยียดผิว ยุคสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งดูก็ได้ว่าชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นน่าเห็นใจขนาดไหน อิสระในการใช้ชีวิตถูกจำกัดเพียงใด

แต่ก็อย่างที่พูดไปล่ะครับ ถ้าแต้มยังไม่ขาดแล้วสถานการณ์เป็นแบบนี้ เราคงห้ามใครที่คิดต่างไม่ได้ เพราะเขาก็มีเหตุผลของเขา มีตรรกะความคิดของตัวเอง

ผมคิดว่าแฟนบอลส่วนใหญ่พร้อมจะยินดีกับลิเวอร์พูลในฐานะแชมเปี้ยนส์ 2019/20 ถ้าต้องมีการลงมติจริงๆ แล้วผลออกมาเป็นคุณแก่หงส์แดง

ทั้งยังพร้อมจะเห็นใจถ้าผลออกมาตรงกันข้าม คงไม่ต้องบอกเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงมีความรู้สึกนี้เกิดขึ้น

แต่ก็อย่าลืมเผื่อใจเอาไว้บ้าง เรื่องบางเรื่องแค่ความเห็นใจหรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีหลักการ มีเหตุผลรองรับในภาพของสังคมวงกว้างด้วย

เพราะเราคงบังคับให้ทั้งลีกหมุนรอบตัวเราเพียงทีมเดียวไม่ได้ สมมติว่าต้องมีการลงมติกันจริงๆ เราควรยอมรับมันไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ในความคิดของผม ผมคิดว่าลิเวอร์พูลยังมีโอกาสเป็นแชมป์มากกว่าไม่ได้เป็นแชมป์ถ้ากลับมาเตะกันต่อได้ ก็แชมป์แน่ๆ

ถ้ากลับมาเตะกันต่อไม่ได้ ก็อาจมีการตัดจบแล้วลงเสียงในหมู่สมาชิกถึงหัวข้อต่างๆ ตำแหน่งแชมป์ พื้นที่ยุโรป ทีมตกชั้น ทีมเลื่อนชั้น ฯลฯ ซึ่งหัวข้อแชมป์ผมมองว่าโอกาสที่มติจะออกมาเป็นยกแชมป์ให้ลิเวอร์พูลมีความเป็นไปได้มากที่สุด

หรือต่อให้มันเป็นกรณีที่เลวร้ายสุดขีดจริงๆ คือให้ทุกอย่างเป็นโมฆะ ลบทิ้งหมด ผมก็เฉยๆ กับมันมากมากจนรู้สึกแปลกใจตัวเองว่านี่เราไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยหรือ ทบทวนดูอีกทีก็พบว่าใช่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยถ้าฤดูกาลจะเป็นโมฆะและทีมไม่ได้เป็นแชมป์

เกมแล้วเกมเล่าที่ได้เห็นพวกเขาสู้จนถึงที่สุด ไม่เคยยอมแพ้เลยจนหยดสุดท้าย สร้างผลงานชนิดที่เป็นปรากฏการณ์ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อรวมกับช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ล้มลุกคลุกคลานต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ มากมาย ร้อยความเจ็บช้ำ พันความเจ็บปวดก็ผ่านมาด้วยกัน

เพาะบ่มมาจนมีวันนี้.. วันที่เป็นแชมป์โลก แชมป์ยุโรป และว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีก ทิ้งอันดับสอง 25 คะแนน ต้องการชนะอีกแค่ 2 เกมจาก 9 นัดที่เหลือ

มีฝ่ายบริหารที่ดี มีโค้ชที่ประเสริฐ มีนักเตะที่ยอดเยี่ยม มีกลุ่มแฟนบอลที่ยังคงความเป็นเลิศแล้วผมยังจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกโทรฟี่แชมป์? แน่สิครับ ผมอยากเห็นเราได้ชูมัน

งานฉลองแชมป์? ก็แน่อีกนั่นแหละ ขบวนแห่อลังการเมื่อปีที่แล้วยังตราตรึงอยู่เลย แต่ชีวิตมันก็แบบนี้ บางทีมันก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียทั้งหมด เหมือนที่มีคำพูดบอกว่า ความแน่นอนที่สุดก็คือความไม่แน่นอน

มองเอาขำมันก็เป็น แรร์ไอเท็ม แชมป์แบบนี้หายาก คือแชมป์แน่ๆ แต่ก็มีอะไรมาขัดขวางตลอดเส้นทาง สงครามโลกเอย อุกกาบาตเอย ไวรัสบ้าบอเอย (เอาที่สบายใจเลย)

มองแบบไม่ขำ ลิเวอร์พูล 2019/20 สอนให้ผมเข้าใจถึงชีวิต มีขึ้น มีลง มีช่วงเวลาที่ดีและย่ำแย่ มีสูงสุดคืนสู่สามัญ มีความไม่แน่นอนจากสถิติทั้งหลายที่เตรียมทำลายให้ราบกลายเป็นหมุนเคว้ง แพ้เกมแรกในลีกและตกรอบบอลถ้วย 2 รายการภายในเวลาไม่กี่วัน

ก็นั่นล่ะ ความเป็นไปของชีวิต เราควรจะอดทน รอคอยโอกาสและยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายด้วยทัศนคติที่ดี

มองกีฬาเป็นกีฬา ไม่ใช่เห็นใครเป็นศัตรูที่กูต้องอาฆาตไปทั้งหมด คนอื่นผิดหมดกูถูกคนเดียว ทีมอื่นห่วยหมดทีมกูเก่งอยู่ทีมเดียว กองเชียร์ทีมอื่นกระจอกหมดพวกกูเจ๋งอยู่พวกเดียว

แฟนบอลก็ได้มีเวลาทบทวนตัวเอง ลองย้อนมองดูว่าเราทำอะไรที่ล้ำเส้นเกินไปบ้าง

 

เราอยู่เคียงข้างเขา ฉุดมือดึงขึ้นให้สู้ต่ออย่างที่เราร้องเพลงที่เราภูมิใจหรือเปล่าใช่เรื่องที่จะต้องโกรธแค้นชิงชัง เพราะมึง เป็นเพราะมึง เป็นเพราะมึง ทีมถึงแพ้ ทีมถึงตกรอบ ไหม

เราบอกว่าก็เพราะเราเสียใจไง เราผิดหวังที่ตกรอบไง แล้วเขาที่รู้ตัวดีอยู่เต็มอกว่าเป็นคนทำผิดพลาดให้ทีมแพ้ไม่เสียใจอย่างนั้นหรือ หรือว่าเสียใจน้อยกว่าพวกเรา ไม่รู้สึกรู้สา

เราเจ็บปวดกว่าเขาหรือ เขาไม่เจ็บปวดหรือ ความเจ็บปวดของเราใหญ่กว่าเขาใช่ไหมผมไม่คุยถึงประเด็นอาเดรียนหลังเกมกับแอตเลติโก มาดริด เพราะรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา คนที่เข้าใจก็เข้าใจ คนที่ไม่เข้าใจก็ยังคงไม่เข้าใจ

ก็มันพลาดจริงๆ นี่ ก็มันเป็นจุดเปลี่ยนจริงๆ นี่หว่า แตะต้องไม่ได้เลยใช่ไหม ทำพลาดแล้วด่าไม่ได้เลยเหรอ โลกสวยเหลือเกิน พูดเอาหล่อ

โยนความผิดให้เขา ด่าเขา สาปแช่งเขา ถอนหายใจใส่ราวกับเขาเป็นตัวน่าขยะแขยง เป็นตัวหายนะ งี่เง่า มาเล่นให้เราได้ยังไงวะ

เข้าใจว่าเป็นอารมณ์ในตอนนั้น ถ้าใครที่จางหายไปอย่างรวดเร็วก็ดี แต่กับบางคนวันรุ่งขึ้นของอีกวันและอีกวันและอีกวันก็ยังไม่คลายความเกลียดชังและกล่าวโทษเขา

คงจะลืมไปแล้วว่าฟุตบอลเล่นกันเป็นทีม ชนะด้วยกัน แพ้ด้วยกัน แล้วคนที่ลงเล่นก็คือคนที่ผู้จัดการทีมเลือกเอง เราจึงไม่เคยเห็นคล็อปป์วิจารณ์ลูกทีมคนไหนเลยในความผิดพลาดร้ายแรง

ไม่ดีพอคือไม่ดีพอ ผู้จัดการทีมเป็นคนตัดสินเอง จบฤดูกาลไม่ต่อสัญญา ปล่อยตัว ซื้อคนใหม่ แยกจากกัน มันก็เท่านั้น วิถีของนักฟุตบอลอาชีพ

เหมือนที่คล็อปป์ปล่อย คาริอุส ออกจากทีม มันก็เป็นแบบนั้น มองย้อนกลับไปในวันนั้นอีกทีว่าแล้วเรา You’ll never walk alone กับ คาริอุส หรือเปล่าหลังเกมนัดชิงกับเรอัล มาดริด 2018..

ช่วงเวลาระหว่างนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง ได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น ได้ทำอะไรอย่างอื่นบ้างในช่วงสุดสัปดาห์ที่ปกติชีวิตจะมีแต่ฟุตบอลและฟุตบอล

ผมไม่ได้องุ่นเปรี้ยว ฤดูกาลนี้ผมมีความสุขกับลิเวอร์พูลทีมรักอย่างที่สุดจนพ้นคำว่าต้องได้ชูถ้วยแชมป์ไปแล้ว

ได้ก็ดี.. ถ้าโชคร้ายไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเลย ตกลงว่าอย่างไรก็ยอมรับอยู่แล้ว

เพราะความสุขของผมเกิดขึ้นไปแล้ว ผมแค่บอกกับตัวเองว่าเราได้เห็นฤดูกาลที่น่าเหลือเชื่อที่สุด ผู้จัดการทีมที่ดีที่สุด ทัพนักเตะที่น่าชื่นชมที่สุด

สำหรับเว็บ สมัคร holiday palace บอกว่างานนี้ทีมบอลต้องได้แชมป์ไปแล้ว ตราตรึงอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครขโมยความรู้สึกของผมตรงนั้นไปได้

ขอบคุณคล็อปป์และลูกทีมที่นำพาความสุขมาให้ ผมจะดื่มด่ำกับมัน รอลุ้นให้ฤดูกาลได้แข่งกันต่อเมื่อวันที่ 3 เมษายนมาถึง และขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วย

5 ประเด็นเกมบาเยิร์นบุกกระซวกเชลซี เดวิสเล่น ฟุตบอล โคตรมันส์!

ฟุตบอล

“เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค โอกาสสดใสเหลือเกินที่จะตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบการเเข่ง ฟุตบอล ก่อนรองชนะเลิศในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังบุกไปกระหน่ำ เชลซี 3-0 ในเกมเลกแรกของรอบ 16 ทีมสุดท้าย

การเเข่งขัน ฟุตบอล เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยที่แมตช์นี้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มีส่วนร่วมโดยตรงทั้งสามประตู และนี่คือ 5 ประเด็นเด่นที่ได้จากเกมที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์

ฟุตบอล

    – บอลคนละชั้น

ช่วง 45 นาทีแรกยังสู้กันสนุกสูสีอยู่เลย แต่ครึ่งหลังกลับกลายเป็นบอลคนละชั้น (เชลซี เหลือ 10 คนช่วงท้ายเกมไม่มีความหมายอะไร) เพราะ บาเยิร์น ไล่ขยี้อยู่แทบฝั่งเดียว ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญน่าจะเป็นเพราะ บาเยิร์น มาได้สองประตูเร็วแบบติดๆ กันจาก แซร์จ นาบรี้ (นาทีที่ 51 และ 54) เพราะนั่นทำให้นอกจากโมเมนตัมสวิงมาอยู่ทางฝั่ง บาเยิร์น แบบเต็มๆ แล้ว บรรดานักเตะ เชลซี ก็เหมือนจะหมดกำลังใจและแทบหมดแรงสู้ทันที จนกลายเป็นฝั่ง “เสือใต้” ที่เล่นด้วยความมั่นใจ และสุดท้ายมาได้ประตูที่สาม ซึ่งด้วยสกอร์ที่ออกมาแบบนี้ ทำให้ บาเยิร์น ไม่น่าจะมีปัญหาในการคว้าตั๋วเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ส่วน เชลซี โอกาสริบหรี่ แม้ยังมีอีกเกมให้สู้ก็ตาม

    – สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่ขลัง!

ปกติ เชลซี แพ้ยากมากในบ้านตัวเอง ทว่าฤดูกาลนี้พวกเขาแพ้คารัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ เยอะมาก และนี่คือการปราชัยคาบ้านหนที่ 8 รวมทุกรายการในฤดูกาลนี้แล้ว ซึ่งถือเป็นฤดูกาลที่พวกเขาแพ้ที่บ้านตัวเองมากสุด นับตั้งแต่ฤดูกาล 1985-86 (แพ้ 8 นัดเช่นกัน) และที่สำคัญซีซั่นนี้ยังเหลือโปรแกรมเตะที่บ้านอีกหลายนัดด้วย ดูแววแล้วอาจไม่หยุดแค่ 8 นัด

    – นาบรี้ “อิน เลิฟ” ลอนดอน

แม้ไม่รุ่งสมัยค้าแข้งกับ อาร์เซน่อล แต่ดูเหมือนว่า แซร์จ นาบรี้ จะชื่นชอบการมาเตะฟุตบอลที่กรุงลอนดอนเป็นพิเศษ เพราะ 6 ประตูที่เจ้าตัวทำได้ในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ เกิดขึ้นที่ ลอนดอน ทั้งหมด ซึ่งนั่นก็คือ 2 ตุงจากเกมนี้ และอีก 4 ลูกที่รัวใส่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในชัยชนะสุดมโหฬาร 7-2 ตอนเตะรอบแบ่งกลุ่ม

 – เลวานดอฟสกี้ เก่งรอบด้าน

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้มีดีแค่เป็นเครื่องจักรผลิตสกอร์ เพราะเกมนี้เขามีส่วนร่วมโดยตรงทั้งสามประตู (ยิง 1 จ่าย 2) โดยเฉพาะการแอสซิสต์ให้ นาบรี้ ทำทั้งสองประตูนั้น ถือเป็นการโชว์ให้เห็นว่า ยอดดาวยิงเลือดโปลวัย 31 ปี สามารถเป็นตัวเปิดป้อนชั้นดีได้เช่นกัน แถมเกมนี้เล่นกับ นาบรี้ ได้รู้ใจกันสุดๆ

    – เดวิส เล่นอย่างมันส์!!!

เว็บ สมัคร holiday palace บอกว่าในรอบการเเข่งเกมนี้ เลวานดอฟสกี้ กับ นาบรี้ อาจจะถูกพูดถึงมากกว่าใครเพื่อน เพราะทั้งสองเป็นคนทำประตูให้ทีม แต่อีกหนึ่งแข้ง “เสือใต้” ที่เล่นได้สุดยอดมากๆ ในเกมนี้คือ อัลฟอนโซ่ เดวิส แบ็กซ้ายดาวรุ่งชาวแคนาดาวัย 19 ปี ที่วิ่งเติมเกมรุกมันส์มาก วิ่งตะลุยฝ่านักเตะ เชลซี อย่างสนุกสนาน จึงไม่แปลกใจที่เกมนี้เจ้าตัวมีสถิติเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งถึง 6 ครั้ง โดยเฉพาะการโชว์สปีดลุยขึ้นไปแอสซิสต์ให้ เลวานดอฟสกี้ ยิงประตู 3-0 บอกเลยว่า…. “อย่างโหด” เล่นแบบนี้คงจะครองตำแหน่งแบ็กซ้ายตัวจริงยาวๆ ส่วน ดาวิด อลาบา สามารถผันไปเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็กแบบเต็มตัวได้เลย

ทำไมดอร์ทมุนด์จึงเป็นสโมสร ฟุตบอล ที่ดึงดูดแข้งดาวรุ่งฝีเท้าดี

ฟุตบอล

สตาร์ดาวรุ่งคนล่าสุดที่เพิ่งแจ้งเกิดในบุนเดสลีกาได้สำเร็จก็คือเจ้าหนูจอมโหด เออร์ลิง ฮาแลนด์ ที่กดแฮตทริกไปตั้งแต่นัดแรกที่ประเดิมสนาม ฟุตบอล ให้โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ดาวรุ่งรายนี้เป็นนักเตะฝีเท้าดีที่ใครๆ ต่างก็อยากได้ไปร่วมทีม ฟุตบอล แต่อะไรที่ทำให้ฮาแลนด์เลือกที่จะมาดอร์ทมุนด์กันแน่ วันนี้เรามาลองวิเคราะห์เจาะลึกกัน…ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาดอร์ทมุนด์กลายเป็นหนึ่งในสโมสรที่ดีที่สุดสำหรับนักเตะดาวรุ่งอายุน้อย ตัวอย่างล่าสุดก็คือฮาแลนด์ เด็กหนุ่มวัยเพียง 19 ปีจากทีมเร้ดบูล ซัลซ์บวร์ก ที่เคยลงเล่นในเวทีแชมเปียนส์ลีกกับต้นสังกัดมาแล้ว

ฟุตบอล

แม้จะมีหลายสโมสรให้ความสนใจและยื่นข้อเสนอให้กับเขาแต่ฮาแลนด์กลับมองว่าดอร์ทมุนด์คือทางเลือกที่ดีที่สุดในยุโรปสำหรับการพัฒนฝีเท้า

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คือสโมสรที่มีระบบการดึงตัวนักเตะอายุน้อยที่ยอดเยี่ยม ทั้งจาดอน ซานโช จิโอ เรย์น่า และ คริสเตียน พูลิซิช ต่างก็ลงประเดิมสนามในเวทีบุนเดสลีกาด้วยวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น

ดอร์ทมุนด์คือทีมที่ให้โอกาสเด็กหนุ่มเหล่านี้อย่างเต็มที่และสามารถรีดประสิทธิภาพฝีเท้าของพวกเขาออกมาได้เต็มที่เช่นกัน

มองย้อนกลับไปในสมัยที่เยือร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนปัจจุบันของลิเวอร์พูลยังคุมทีม “เสือเหลือง” อยู่เมื่อประมาณสิบปีก่อน นูริ ซาฮิน คือเจ้าของสถิตินักเตะที่อายุน้อยที่สุดในบุนเดสลีกาขณะนั้นโดยลงเล่นในบุนเดสลีกานัดแรกเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2005 ในวัยเพียง 16 ปี 335 วันเท่านั้นก่อนจะก็กลายเป็นนักเตะคนสำคัญที่พาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ในฤดูกาล 2010/11

มาร์เซล ชเมลเซอร์ และ มาริโอ เกิตเซ่อ ก็เป็นตัวอย่างของนักเตะฝีเท้าดีที่พัฒนามาจากอะคาเดมีเยาวชนของดอร์ทมุนด์ ก่อนที่จะระเบิดฟอร์มกับทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ

และในอนาคตไม่ช้านี้เราอาจจะได้เห็นฟอร์มของผลผลิตและความหวังจากอะคาเดมีแห่งนี้อย่างยุสซุฟา มูโคโค่ เฉิดฉายในบุนเดสลีกาเช่นเดียวกับแข้งรุ่นพี่

    ปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ดอร์ทมุนด์เริ่มมาให้ความสำคัญกับการคว้าตัวนักเตะเยาวชนมาร่วมทีมก็คือวิกฤติทางการเงินที่สโมสรต้องประสบเมื่อปี 2005

พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มมองหานักเตะเยาวชนที่ต้องการโฟกัสไปที่การพัฒนาฝีเท้าอย่างจริงจัง ล่าสุดทีมเสือเหลืองก็เพิ่งคว้าตัวดาวรุ่งรายใหม่อย่างจิโอ เรย์น่า มาปลุกปั้นเพื่อให้เป็นอนาคตของทีมต่อไป

โดยมิชาเอล ซอร์ค สปอร์ตติ้ง ไดเร็คเตอร์ของทีมกล่าวว่าแทบทุกสโมสรในยุโรปต่างก็อยากได้ตัวนักเตะเยาวชนทีมชาติสหรัฐอเมริกาคนนี้กันทั้งนั้น แต่สถิติได้พิสูจน์แล้วว่าดอร์ทมุนด์คือสโมสรที่ดีที่สุดที่สามารถพาพวกเขาให้ไปถึงเป้าหมายได้

เมื่อช่วงหน้าร้อนปี 2010 ก่อนที่ดอร์ทมุนด์จะคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 ฤดูกาลซ้อนได้สำเร็จ ทัพเสือเหลืองได้คว้าตัวนักเตะคนสำคัญมา 2 คนซึ่งในสมัยนั้นยังแทบไม่มีใครรู้จัก

คนแรกก็คือ ชินจิคากาวะ มิดฟิลด์ตัวรุกดาวรุ่งวัย 21 ปีจากญี่ปุ่น ส่วนอีกคนก็คือโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แข้งทีมชาติโปแลนด์วัย 20 ปีที่หลายทีมอยากได้ตัวโดยเฉพาะทีมในพรีเมียร์ลีก แต่หนึ่งในศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในโลกคนนี้กลับเลือกที่จะย้ายมาเล่นในเยอรมนีแทน

ดอร์ทมุนด์จึงมุ่งลงทุนกับการคว้าตัวนักเตะดาวรุ่งมาปลุกปั้นเพื่อหวังว่าพวกเขาจะเป็นเป็นนักเตะคุณภาพระดับท็อปต่อไป ซึ่งในกรณีของเลวานดอฟสกี้ก็ถือว่าพวกเขาประสบความสำเร็จด้วยผลงานการยิงให้สโมสรไปถึง 103 ประตูจากการลงเล่น 187 นัด

หลังจากนั้นดอร์ทมุนด์ก็เดินหน้าส่งแมวมองไปตามล่าหานักเตะอายุน้อยฝีเท้าดีต่อไป ซึ่งก็ต้องต่อสู้แย่งชิงกับสโมสรชั้นนำอีกมายมายที่ส่งแมวมองไปส่องนักเตะอายุน้อยๆ อยู่ทั่วโลกเช่นกัน

แต่สิ่งสำคัญสำหรับเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การคว้าตัวดาวรุ่งมาให้ได้เท่านั้น เพราะเมื่อเซ็นสัญญาคว้าตัวมาได้แล้ว สโมสรก็จำเป็นต้องดูแลพวกเขาต่อด้วย

ลาร์ส ริคเคน ผู้ประสานงานทีมเยาวชนดอร์ทมุนด์กล่าวว่า “มันไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญาคว้าตัวนักเตะมาเพื่อคว้าแชมป์บุนเดสลีการุ่นจูเนียร์สเท่านั้นหรอกนะ สโมสรจะต้องรับผิดชอบตัวนักเตะและครอบครัวของพวกเขาด้วยเมื่อไปพาตัวเขามาจากสภาวะแวดล้อมเดิมๆ ของพวกเขาตั้งแต่อายุยังน้อย เราจะพิจารณาดึงตัวนักเตะอายุน้อยมาจากต่างประเทศเมื่อเรามั่นใจ100% ว่านักเตะมีประสิทธิภาพพอที่จะเล่นกับทีมชุดใหญ่ได้เท่านั้น”

ระบบการคว้าตัวนักเตะเยาวชนของดอร์ทมุนด์ได้รับการยกย่องว่าสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะนอกจากจะต้องมีสายตาเฉียบคมแล้ว ทีมยังต้องเกลี้ยกล่อมให้สโมสรเชื่อให้ได้ว่านักเตะเหล่านี้ควรค่าแก่การเซ็นสัญญาด้วย

ที่ผ่านมาถือว่าดอร์ทมุนด์ล้มเหลวในเรื่องนี้น้อยมาก เพราะดาวรุ่งส่วนใหญ่ที่เข้ามาอยู่กับสโมสรต่างก็ย้ายออกไปพร้อมกับการเป็นนักเตะที่ดีขึ้น ความสำเร็จย่อมมีราคา นักเตะอย่างเกิตเซ่อ เลวานดอฟสกี้ ซาฮิน แม้จะถูกดึงตัวออกไปจากดอร์ทมุนด์แต่ก็สร้างชื่อเสียงให้ทีมเสืองเหลืองไม่น้อยในแง่ของการเป็นสโมสรที่สามารถบ่มเพาะฝีเท้าแข้งดาวรุ่งได้อย่างยอดเยี่ยมจนดึงดูดนักเตะอายุน้อยจากทั่วโลกได้

“ผมไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก” มิชาเอล ซอร์ค กล่าวให้สัมภาษณ์กับ ESPN FC เมื่อปีก่อน

“ก็แค่โชว์รายชื่อผู้เล่นให้ดู ในนั้นมีชื่อนักเตะที่อายุต่ำกว่า 21 ปีอยู่สามสี่คน มันทำให้พวกเขาตื่นเต้นที่จะได้โอกาสลงฟาดแข้งกับนักเตะระดับสุดยอดของโลกในเวทีแชมเปียนส์ลีก”

เว็บ สมัคร holiday palace บอกว่าจริงๆ แล้วก็คือเหล่าดาวรุ่งไม่เพียงได้รับโอกาสดีในทีมชุดใหญ่ ต้องบอกว่าพวกเขาได้รับโอกาสในการลงเล่นให้กับหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในยุโรปมากกว่า…

จาดอน ซานโช กล่าวกับนิตยสาร FourFourTwo ว่า “ไม่ต้องบอกก็รู้ นักเตะดาวรุ่งได้รับโอกาสมากมาย ต้องขอบคุณดอร์ทมุนด์ เพราะไม่เคยได้ยินว่ามีทีมไหนที่มีแฟนบอลเข้าชมในเกมในบ้านกว่าแปดหมื่นคนและให้ความเชื่อใจใน
นักเตะดาวรุ่งมากขนาดนี้”…

สตีฟ แม็คมานามาน ระบุ ทีมฟุตบอล ลิเวอร์พูล อดีตทีมของตน ไม่จำเป็นต้องซื้อ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้

ทีมฟุตบอล

สตีฟ แม็คมานามาน ระบุ ทีมฟุตบอล ลิเวอร์พูล อดีตทีมของตน ไม่จำเป็นต้องซื้อ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หัวหอก ปารีสฯ มาเสริมแกร่งเลย เพราะค่าตัวของแข้งชาวฝรั่งเศสจะแพงหูฉี่ แถมตอนนี้ทีมก็กำลังไปได้สวยสุดๆ ด้วย

สตีฟ แม็คมานามาน อดีตยอดปีกของ ทีมฟุตบอล  ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่า “หงส์แดง” ไม่ควรดึง คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กองหน้าคนเก่งของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มาร่วมทัพ

ทีมฟุตบอล

เอ็มบั๊ปเป้ เคยมีข่าวกับ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่หลายเดือนก่อนหน้านี้แล้ว และกระแสข่าวของดาวเตะชาวฝรั่งเศสกับทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็กลับมารุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยหลังจากนี้ ลิเวอร์พูล ไม่น่าจะมีปัญหาในการจ่ายค่าตัวและค่าเหนื่อยเพื่อทำให้ดีลนี้เกิดขึ้นด้วย เพราะตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไปพวกเขาจะได้เงินก้อนโตจาก ไนกี้ บริษัทผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลก เนื่องจากบริษัทดังกล่าวจะเข้ามาเป็นผู้ผลิตชุดแข่งรายใหม่ให้กับทีม

แม็คมานามาน เผยว่า “ตลอดช่วง 3 หรือ 4 ปีที่ผ่านมาน่ะ ผมพูดอยู่เสมอว่าเขาจะกลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เก่งที่สุดของโลก แต่ตอนนี้ ลิเวอร์พูล กำลังทำผลงานได้ยอดเยี่ยม และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเอา คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ มาอยู่กับทีมในตอนนี้เลย”

“การจะเอาเขามาร่วมทัพน่ะ มันก็หมายความว่าพวกเขาต้องจ่ายเงินมากถึง 250 ล้านปอนด์ (ประมาณ 9,750 ล้านบาท) ต้องยอมรับความจริงกันว่าเขาน่ะเป็นนักเตะที่มีค่าตัวถึงระดับนั้นได้สบายๆ

แต่ตอนนี้ทางเว็บ viva9988 mobile บอกว่า ลิเวอร์พูล ก็เป็นหนึ่งในทีมที่เก่งที่สุดอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าคุณดึงเขามาร่วมทีม มันก็หมายความว่าต้องมีหลายคนที่ย้ายออกไป”

“ตัวเขาน่ะ (หมายถึงสไตล์การเล่นและนิสัยของ เอ็มบั๊ปเป้) ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลย ประเด็นก็คือเรื่องค่าตัวและการที่คุณมีทีมที่ดีที่สุดอยู่แล้ว ถ้าคุณเอากองหน้าชื่อดังอีกคน ซึ่งเป็นนักเตะที่บางคนยกให้เป็นหนึ่งในกองหน้าที่เก่งที่สุดของโลกไปแล้วทั้งที่เพิ่งมีอายุเท่านี้ เข้ามาอยู่กับทีมแล้วน่ะ มันก็อาจจะทำให้สมดุลของทีมเสียไปก็ได้”

“มันเป็นดีลที่เสี่ยงมากๆ นั่นคือความเป็นจริง ลองดู บาร์เซโลน่า เป็นตัวอย่างก็ได้ว่าพวกเขาทำให้ 3 แนวรุกของทีมตัวเองในฤดูกาลนี้เสียหายจากการเอา อ็องตวน กรีซมันน์ เข้ามารึเปล่า ? หรือ เรอัล มาดริด ดึงกองหน้าชื่อดังคนไหนมาร่วมทีมในตอนที่พวกเขามี คริสเตียโน่ โรนัลโด้, แกเร็ธ เบล และ คาริม เบนเซม่า ยืนเป็นแดนหน้าอยู่แล้วหรือไม่ ?”

“ผมคิดว่าความสุขของทีมน่ะมันสำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น และตอนนี้แดนหน้า 3 คนของ ลิเวอร์พูล ก็กลมเกลียวกันดีจนถึงขนาดทำให้ทีมมีผลงานที่ดี แถมมันยังมี ดิว็อค โอริกี้ รออยู่ที่ซุ้มม้านั่งสำรองด้วย ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองอยู่แล้ว เพราะถ้าพวกเขาเข้าถึงรอบลึกๆ ของศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้แล้วล่ะก็ ลิเวอร์พูล ก็จะต้องลงเล่นถึง 60 เกมภายในฤดูกาลเดียว ดังนั้นทุกคนก็รู้ดีว่าพวกเขาจะได้มีส่วนร่วมกับทีมแน่ๆ”

เกมบอล  ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อุตส่าห์ออกตัวไว้แล้วว่า วูล์ฟส์ เป็นทีมที่แข็งแกร่ง

เกมบอล

ก่อน เกมบอล  ของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อุตส่าห์ออกตัวไว้แล้วว่า วูล์ฟส์ เป็นทีมที่แข็งแกร่ง ถ้าไปเยือนแล้วแพ้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร (เฮ่ออออ)

ดังนั้นการยันเสมอได้ใน เกมบอล ล่าสุด ถือว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้ทะลุเป้าแล้วนะครับ 55555เพราะเมื่อไตรตรองดูแล้ว รอบรองฯ ลีก คัพ มันน่าจะสำคัญกว่ารอบ 3 เอฟเอ คัพ ที่หากผ่านเข้ารอบต่อไปก็ไม่รู้จะไปถึงนัดชิงฯ หรือเปล่า

เกมบอล

 

1. อันดับแรกมาทำความเข้าใจกันก่อน

คือหลังจบเกมนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีศึกใหญ่ระดับดาร์บี้แมตช์กับ แมนฯ ซิตี้ ในรอบตัดเชือก ลีก คัพ นัดแรกรออยู่ในวันอังคารนี้ และนั่นคือเหตุผลที่ผู้เป็นกุนซือพักผู้เล่นตัวหลักอย่าง อารอน วาน-บิสซาก้า, เฟร็ด, มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และเจสซี่ ลินการ์ด เอาไว้พลางส่งตัวสำรองลงไปกว่าครึ่งทีม

เพราะเมื่อไตรตรองดูแล้ว รอบรองฯ ลีก คัพ มันน่าจะสำคัญกว่ารอบ 3 เอฟเอ คัพ ที่หากผ่านเข้ารอบต่อไปก็ไม่รู้จะไปถึงนัดชิงฯ หรือเปล่า

2. อย่างไรก็ตาม

ผมมองว่าสถานการณ์แบบนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องให้ความสำคัญกับการเป็นแชมป์บอลถ้วยในทุกรายการ แถมควรเต็มที่กับทุกเกม โดยว่ากันไปนัดต่อนัด แบบไม่ต้องไปคิดมาก

อย่าลืมนะครับว่าเจ้าบ้านก็ไม่ได้จัดทีมชุดใหญ่ หากปีศาจแดงจัดชุดใหญ่ มันก็น่าจะมีโอกาสชนะมากกว่า

ต่อเมื่อน้าลูกอมแกคิดอย่างรอบคอบแล้วตัดสินใจแบบนี้ มันก็อยู่ที่ผลลัพธ์ที่ออกมานั่นแหละครับ ซึ่งการจัดตัวแบบนี้แล้วงัดผลเสมอกลับออกมาก็ไม่ถือว่าเสียหายอะไรมาก

อย่างน้อยก็ได้กลับไปรีเพลย์ในบ้านตัวเอง

3. ผู้เล่นปีศาจแดงครองบอลได้นะครับ แถมไม่ได้โดนบุกกระหน่ำจนโงหัวไม่ขึ้น

ปัญหาอยู่ที่คุณภาพในเกมรุกที่ห่วยแตกเหลือเกิน การเข้าทำเหมือนเอากระดาษมาขยำเป็นก้อนๆ แล้วปาใส่คู่แข่ง ผู้เล่นได้บอลในเขตโทษคู่แข่งน้อยมาก เช่นเดียวกับที่ไม่สร้างความกดดันให้เกมรับเจ้าบ้านด้วยซ้ำ

นอกจากนี้หลายจังหวะยังเล่นกันไม่ค่อยฉลาดอีกต่างหาก

ยกตัวอย่างจังหวะหนึ่ง อ.ยัง ได้บอลหน้ากรอบเขตโทษคู่แข่งที่เต็มไปด้วยผู้เล่นทีมหมาป่า ว่าแล้วพี่แกก็หลับหูหลับตาเลี้ยงตะลุยและพยายามจะฝ่าดงตีนเข้าไปแบบดื้อๆ ประหนึ่งคิดว่าตัวเองเป็น ลีโอเนล เมสซี่ ก่อนจะโดนแย่งบอลได้ง่ายๆ โดยที่ตัวเองเสียตำแหน่งด้วย

ถามจริงๆ เหอะว่า…มึงบ้าป่าวเนี่ย ???

4. ถ้าสังเกตจากการจัดตัวจะเห็นว่าแนวรุกส่วนใหญ่เป็นตัวสำรอง ขณะที่คู่ปราการหลังใช้ตัวจริงอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กับ วิคตอร์ ลินเดเลิฟ ซึ่งมันตีความได้ว่าต้องการความเหนียวแน่นในเกมรับ

วิธีการเล่นก็ค่อนข้างรัดกุม และปลอดภัยไว้ก่อน ไม่ชนะไม่เป็นไร แต่ต้องไม่แพ้ หากมองจากจุดนี้ถือว่าทำได้ตามเป้านะครับ

เพียงแต่คิดแล้วมันก็สะเทือนใจอย่างแรง เดี๋ยวนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องเล่นแบบขอเสมอกับคู่แข่งที่วรรณะต่ำกว่า

5. เรียนตามตรงว่าถ้าดูจากรูปเกมโดยรวม เจ้าบ้านสมควรเป็นผู้ชนะมากกว่านิดๆ โดยเฉพาะช่วง 15 นาทีสุดท้ายที่พยายามบดใส่ปีศาจแดง

เว็บ สมัคร holiday  บอกว่าไอ้ที่เอาตัวรอดกลับออกมาได้ ส่วนหนึ่งมันก็ต้องยอมรับว่าผู้จัดการทีมของพลพรรคหมาป่าก็ไม่ได้จัดชุดใหญ่แบบเต็มอัตราศึก แถมเล่นกันไม่ค่อยดีซะด้วย

มิเช่นนั้น ‘หมาแดง’ น่าจะเด๊ดห่าไปแล้ว !!!

ตอนนี้คุณรักทีม ฟุตบอล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ มากแค่ไหน

ฟุตบอล

หากตอนนี้คุณรักทีม ฟุตบอล เจอร์เก้น คล็อปป์ มากแค่ไหน คุณจะรักชายคนนี้มากขึ้นไปอีกหากอ่านเรื่องนี้จบ เด็กน้อยผู้ป่วยเป็นโรคลูคีเมีย ได้รับคำเชิญมายัง เมลวู้ด พร้อมกับคุณพ่อ หลังเกมชนะ คริสตัล พาเลซ เมื่อเดือนก่อนหนึ่งวัน

ทันทีที่ออกจากสนามซ้อม ฟุตบอล  เมลวู้ด พ่อของเด็กชายวัย 6 ขวบรีบบันทึกข้อความที่พอจะจำได้ลงบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้แน่ใจว่าลูกชายของเขาจะไม่ลืมทุกๆ รายละเอียดที่เพิ่งมีโอกาสได้พูดคุยกับ เจอร์เก้นคล็อปป์

 ฟุตบอล

เช้าตรู่วันนั้น ขณะที่เหล่าผู้เล่นลิเวอร์พูล เริ่มต้นโปรแกรมฟื้นฟูร่างกาย คล็อปป์ หันไปโบกมือตอบกลับเด็กผู้ชายที่นั่งอยู่บนกำแพงหลังจากเด็กคนนั้นโบกมือทักทายมาที่เขา

ครู่หนึ่งไม่นาน คล็อปป์ ก็เดินมานั่งข้างๆ เด็กคนนั้น พร้อมอธิบายว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้านั้นมันคืออะไร

เด็กผู้ชายพยักหน้าตอบรับ หลังจาก คล็อปป์ อธิบายว่ามันคือการวอร์มร่างกายเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บ ถัดจากนั้นก็มีการซ้อมเบาๆ เหมือนปกติทั่วไปที่ทุกทีมทำกัน แต่ คล็อปป์ พยายามทำให้มันดูเหมือนว่าเขากำลังมอบภารกิจลับสุดยอดให้ลูกทีมลงซ้อม ซึ่งนั่นก็ทำให้เด็กคนนี้รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น

เขาบอกกับ คล็อปป์ ว่าตัวเองเล่นฟุตบอลกับพ่อที่สวนหลังบ้านใครยิงถึง 30 ลูกก่อนจะเป็นผู้ชนะ ซึ่งเขาเองชนะเป็นประจำ

คุณพ่อของเด็กชาย บอกกับ คล็อปป์ เกี่ยวกับผลการวินิจฉัยของลูกชายซึ่งจะต้องรักษาไปจนถึงปี 2022 โดย คล็อปป์ เองก็ให้ความมั่นใจว่า แพทย์ของโรงพยาบาล อัลเดอร์ เฮย์ เก่งมากๆ ลูกชายอยู่ในมือของหมอที่เก่งสุดๆ แล้ว

“คุณจะทำยังไงให้นักบินอวกาศหลับได้?” เด็กผู้ชายถาม

ก่อนที่ คล็อปป์ จะตอบ คำตอบนั้นก็ออกมาจากปากเด็กว่า “ก็ เปลไง(Rocket)!”

คล็อปป์ ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาแล้วก็บอกเด็กชายคนนั้นว่าถ้าจะเล่าเรื่องตลกน่ะ ต้องเว้นจังหวะแปปหนึ่งก่อนแล้วค่อยเฉลย

การพูดคุยดำเนินไปเรื่อยๆ จนในตอนจบ เด็กชายบอกความลับแก่ คล็อปป์ ว่าทำไม ลิเวอร์พูล ถึงชนะแทบทุกนัด

 

คล็อปป์ ในฐานะกุนซือ กับ คล็อปป์ ในแบบทั่วไป มันไม่ได้ต่างอะไรกันเลย “ไม่ว่าคุณเห็นด้านบวกของเขาในที่สาธารณะยังไง ในความเป็นส่วนตัว เขาก็เป็นแบบนั้น 100 ครั้ง”

อีกเรื่องหนึ่งที่คุณอาจเคยผ่านตามาบ้าง มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับด้านกีฬาที่ช่วยสะกิดความทรงจำได้ดีว่าตลอดช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล เคยอยู่ในจุดไหน แล้วตอนนี้พวกเขามาถึงตรงจุดไหน

สาเหตุที่ ลิเวอร์พูล มีสถานะดีขึ้นอย่างทุกวันนี้เป็นเพราะความเก่งกาจของ คล็อปป์ ที่วางแผนว่าจะอยู่กับทีมนานกว่าที่ใครหลายคนคิดไว้ หลังจากที่เขาเพิ่งขยายสัญญาต่อไปอีก 2 ปี

หลังจบเกมชนะ วัตฟอร์ด 2-0 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นเวลาเกือบ 4 ปีที่ นับจาก ลิเวอร์พูล เคยบุกไปแพ้ แตนอาละวาด ที่ วิคาเรจ โร้ด 0-3 ในค่ำคืนคริสมาสต์ ที่ ฟอร์มบี้ ฮอลล์ กอล์ฟ คลับ ผู้เล่นของทีมหลายคนต่างคิดว่างานปาร์ตี้จะถูกยกเลิกเนื่องจากผลการแข่งขันในค่ำคืนนั้น แต่ คล็อปป์ กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม เขาส่งข้อความไปหาทุกคนว่าให้อยู่จนถึงอย่างน้อยตี 1

 “สิ่งที่เราทำไม่ว่าอะไรก็ตาม เราทำด้วยความสามารถที่เราทำได้และคืนนี้หมายความว่า เราจะปาร์ตี้กันเหมือนเดิม”

ซึ่งหลังจากนั้น ลิเวอร์พูล ที่ไม่ชนะใครมา 4 นัดก็กลับมาคว้าชัยได้ 2 เกมตอนวันบ็อกซิ่ง เดย์ และวันปีใหม่ หนึ่งในสองเกมดังกล่าวคือเกมเอาชนะ “แชมป์เก่า” เลสเตอร์ ซิตี้ ที่แอนฟิลด์

ความกังวลที่ว่า คล็อปป์ จะอยู่ในตำแหน่งผู้จัดการทีมนานหรือไม่นั้นมันก็เชื่อมโยงกับเรื่องนี้ รวมถึงเคสที่ว่าข้อความที่ตัวเองสื่อออกมามันจะยังมีความหมายแบบเดิมหรือ เปล่าหลังจากทีมจบอันดับเดิมๆ มาหลายฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม หากฟังจากปากคนที่สามารถพูดแทนเขาได้นั้น มันก็ดูเหมือนว่า คล็อปป์ รู้ตัวแล้วล่ะว่าเขาได้รับโอกาสสุดพิเศษในการทำงานกับ ลิเวอร์พูล นานกว่าที่อื่นๆ ที่เขาเคยร่วมงานด้วย  เพราะวัฏจักรการทำงานในช่วงที่มีการขยายสัญญาคือช่วงที่เขาจำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองมากที่สุด

ตัวอย่างคือ แผงมิดฟิลด์ของ ลิเวอร์พูล ในเกมล่าสุดมีอยู่ 2 คนที่อายุ 29 ปี คือ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม เรื่องอายุเป็นสิ่งที่ คล็อปป์ เข้าใจดีว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของกลไกลเวลา มันเป็นปัจจัยที่ไม่ว่าทีมไหนก็ไม่สามารถหนีพ้นได้

เดิมทีสัญญาฉบับเก่าของ คล็อปป์ จะหมดลงในปี 2022 อายุของ เฮนเดอร์สัน ก็จะเข้าสู่วัย 32 ปี ส่วน ไวนัลดุม ก็จะอายุ 31 ขณะที่สามประสานแนวรุกก็อาจจะเลยจุดพีก หรือไม่ก็อายุเข้าใกล้เลข 3 ซึ่งมันต่างกันหากเทียบกันระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์

  ที่ ดอร์ทมุนด์ ตอนนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะเติบโตไปด้วยกันเพราะพวกเขาไม่สามารถรั้งผู้เล่นชุดเดิมให้อยู่ต่อกับทีมได้ บาเยิร์น มิวนิก กระหายความสำเร็จจนต้องมาดึงนักเตะ ดอร์ทมุนด์ ไป รวมถึงทีมจากต่างประเทศก็มาคว้าตัวผู้เล่นที่นี่

ในทางกลับกัน ลิเวอร์พูล มีสิ่งที่ ดอร์ทมุนด์ ไม่มีคือ “อนาคต” ซึ่ง ไมน์ซ สมัย คล็อปป์ คุมนั้นก็ไม่มีอนาคตที่ดูดีเท่ากับ ลิเวอร์พูล เช่นกัน

ลิเวอร์พูล รั้งทีมชุดเดิมให้อยู่ด้วยกันเป็นเวลานานได้ คือเรื่องที่ คล็อปป์ มองว่าเป็นเรื่องดีต่อสโมสร ความท้าทายของการสร้างวัฏจักรใหม่ที่ตัวเองสามารถทำตามเงื่อนไขได้ตามสบายเป็นสิ่งที่ คล็อปป์ ไม่เคยเจอมาก่อน และบรรดาดาวรุ่งพรสวรรค์สูง อย่าง เคอร์ติส โจนส์ , ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ รวมถึง เนโก วิลเลี่ยมส์ ก็ทำให้บอสตื่นเต้นมากที่ในอนาคตยังมีแข้งเหล่านี้รอวันเติบโตในรุ่นต่อไป

ไม่ใช่แค่เท่านั้น ที่ ลิเวอร์พูล คล็อปป์ มีอำนาจการคุมทีมมากกว่าที่ ดอร์ทมุนด์ ซึ่งที่นี่คงเป็นที่เดียวในโลกนี้ที่ให้อำนาจนี้แก่เขาแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งในโลกแห่งฟุตบอลมีไม่มากนักหรอกที่คนมีอำนาจสองคนในทีมจะมีความสนิทสนมกันมากๆ เหมือนอย่าง คล็อปป์ กับ ไมค์ กอร์ดอน อีกหนึ่งเจ้าของทีมลิเวอร์พูล

 

กอร์ดอน รัก คล็อปป์ เหมือนน้องชายแท้ๆ เพราะเขารู้ดีว่า คล็อปป์ นั้นใส่ใจกับแผนระยะยาวของสโมสรมากแค่ไหน ตอนเข้ามาคุมทีมช่วงแรกๆ คล็อปป์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสนามซ้อมแห่งใหม่หลังเพิ่งเข้ามาคุมทีมได้เพียง 1 ปี และเขาก็โดนเตือนว่าหากเอาเงินไปสร้างสนามซ้อมใหม่ อาจทำให้งบประมาณเสริมทัพน้อยลง แต่ คล็อปป์ ตอบกลับอย่างหนักแน่นว่า “จัดการเลย”

ความเป็นไปได้ที่พอถึงวันคริสต์มาสนี้ ลิเวอร์พูล จะได้ฉลองเล็กๆ โดยที่มีแต้มมากกว่าทีมอันดับสอง 10 คะแนนแถมมีเกมอยู่ในมืออีกหนึ่งนัด มันไม่มีครั้งไหนอีกแล้วที่พวกเขาจะมีโอกาสทองในการคว้าแชมป์ลีกมาครองมากกว่านี้ หลังจากห่างเหินจากแชมป์ลีกมานาน 30 ปี

  เว็บ ดาวน์โหลดฮอลิเดย์ บอกว่าอย่างไรก็ตาม คล็อปป์ มองภาพที่มันกว้างกว่านั้น นั่นคือการไล่ล่าความสำเร็จในระยะยาว หากเขาพา ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ลีกมาครองได้ คล็อปป์ ก็ยังมองว่ามันเป็นเพียงส่วนหนึ่งในงานที่ต้องทำเพื่อให้คนรุ่นต่อไปได้สานต่อความสำเร็จ ไม่ให้เกิดขึ้นเหมือนกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา

คนใกล้ชิดผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล บอกว่า คล็อปป์ ต้องการสร้าง “วิถีความเป็นอยู่” โดยที่ไม่รู้เลยว่าสโมสรได้เชิญเด็กชายคนนั้นมาที่สนามซ้อมแล้วยังได้เชิญกลับมาเป็นมาสค็อตในเกม เมอร์ซี่ย์ ไซด์ ดาร์บี้

คล็อปป์ เจอเด็กคนนั้นในอุโมงค์ แน่นอน เขาจำหน้าเด็กคนนี้ได้ แล้วก็ถามกลับไปว่า “เป็นไงบ้างล่ะ?”

เปิด 5 เหตุผลที่ทำไม ทีมบอล ลิเวอร์พูล ถึงยังต้องหวั่น แมนฯ ซิตี้

ทีมบอล

เปิด 5 เหตุผลที่ทำไม ทีมบอล ลิเวอร์พูล ถึงยังต้องหวั่น แมนฯ ซิตี้ แม้ตอนนี้ทำคะแนนทิ้งห่าง “เรือใบสีฟ้า” ไปถึง 9 แต้มก็ตามเจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยังคงเดินหน้าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังบุกไปเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1 เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทำให้ยังนำโด่งเป็นจ่าฝูง มี 37 คะแนนจาก 13 นัด (ชนะ 12 เสมอ 1)

 ทีมบอล  “หงส์แดง” ทำคะแนนทิ้ง เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ถึง 8 คะแนน และทิ้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่า ไปแล้ว 9 แต้ม อย่างไรก็ตาม นี่คือ 5 เหตุผลทำไมถึงต้องหวั่นว่า “เรือใบสีฟ้า” จะกลับมาแซงเข้าป้ายอีกครั้ง

 ทีมบอล

  1. แมนฯ ซิตี้ เก๋าในการลุ้นแชมป์ ส่วน ลิเวอร์พูล กดดันรอมานาน 30 ปี

ลิเวอร์พูล ห่างเหินจากการคว้าแชมป์ลีกมาแล้วถึง 30 ปี และเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็น่าจะได้แชมป์ แต่สุดท้ายก็โดน แมนฯ ซิตี้ ปาดหน้าไปจนได้

เชื่อว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายๆ ของซีซั่น ทีมของ คล็อปป์ จะกลับมาเข้าสู่โหมดกดดันอีกครั้ง ไม่ว่าจะทำคะแนนห่างแค่ไหน และหากโชคเริ่มไม่เข้าข้างก็อาจเป๋เป็นได้

ขณะที่ทีมของ เป็ป กวาร์ดิโอล่า พร้อมเป็นผู้ไล่ล่า และมีประสบการณ์ในการเอาตัวรอดเมื่อเข้าสู่ช่วงกดดัน ดังนั้นถ้า “หงส์แดง” ทำพลาดเปิดทางให้ล่ะก็  รับรองว่า “เรือใบสีฟ้า” ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยแน่

   2. ธันวาคม เดือนหฤโหดของ ลิเวอร์พูล

คล็อปป์ จะต้องพา ลิเวอร์พูล ลงเตะถึง 10 เกมระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม ถึง 2 มกราคม เพราะมีโปรแกรมเล่นทั้ง พรีเมียร์ลีก, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, คาราบาว คัพ และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก

“หงส์แดง” จะต้องเดินทางไปทำศึกสโมสรโลกที่ประเทศกาตาร์ ช่วงเดียวกับที่ต้องเจอ แอสตัน วิลล่า ในถ้วย คาราบาว คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย

คล็อปป์ อาจต้องแบ่งทีมลงเตะทั้งสองรายการ โดยชุดใหญ่ไปเล่นที่ตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักเตะอาจมีอาการล้าจากการเดินทางไกลก่อนมาเจอโปรแกรมเตะอีกหลายนัด
    3. เข้าสู่โปรแกรมหนักเดือนมกราคม

หาก ลิเวอร์พูล ผ่านเดือนธันวาคม มาได้ด้วยการมีคะแนนห่างทีมอันดับ 2 ถึง 9 แต้มเหมือนเดิมก็ใช่ว่าจะวางใจได้ เพราะเข้าสู่เดือนมกราคมจะต้องเจอโปรแกรมหนักๆ ทั้งนั้น

“หงส์แดง” จะต้องไปเยือนทั้ง เลสเตอร์, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่เพิ่งได้ โชเซ่ มูรินโญ่ มากุมบังเหียน และ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส รวมทั้งเปิดบ้านต้อนรับ วูล์ฟส์, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นเกมหนักทั้งนั้น ทำให้อาจปล่อยให้คะแนนหลุดไปบ้าง

ขณะที่โปรแกมช่วงท้ายฤดูกาล 4 นัด ลิเวอร์พูล จะเจอ เบิร์นลี่ย์, อาร์เซน่อล, เชลซี และ นิวคาสเซิ่ล ส่วน แมนฯ ซิตี้ พบ ไบรท์ตัน, บอร์นมัธ, วัตฟอร์ด และ นอริช ซึ่งดูแล้วของ “หงส์แดง” หนักกว่าแน่นอน

   4. แมนฯ ซิตี้ อาจเสริมทัพเดือนมกราคม

แมนฯ ซิตี้ มีโอกาสเสริมทัพโดยเฉพาะในแนวรับและกองกลางในช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะหน้าหนาวเดือนมกราคมนี้

หาก “เรือใบสีฟ้า” ได้กองหลังชั้นยอดมาร่วมทีมก็จะเข้ามาอุดรอยรั่วได้อย่างที่ กวาร์ดิโอล่า ต้องการ และไม่เสียประตูง่ายๆ อีก ส่งผลให้เป็นผลดีต่อการลุ้นแชมป์

 5. ลิเวอร์พูล ต้องระวังอย่าให้นักเตะสำคัญบาดเจ็บ

เว็บ ทางเข้าเอเย่น ฮอลิเดย์ บอกว่าคราวนี้แนวรุกของ ลิเวอร์พูล จะอ่อนลงไปทันทีหาก 3 ประสานแดนหน้าทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไม่ได้ลงเล่นพร้อมกัน

แม้ ดิว็อค โอริกี้ จะพร้อมรับบทเป็นซูเปอร์ซับเหมือนที่เคยเป็นฮีโร่ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ถ้าเทียบกับ 3 ตัวจริงแล้วยังเป็นรองอยู่เยอะ

ขณะที่แนวรับถ้า เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เกิดบาดเจ็บขึ้นมาล่ะก็ รับรองว่า บรรดา “เดอะ ค็อป” คงต้องเครียดแน่ และเมื่อดูขุมกำลังทั้งหมดแล้ว ลิเวอร์พูล ยังเป็นรอง แมนฯ ซิตี้ ที่มีตัวเลือกให้ใช้งานเยอะกว่า

เคล็ดลับที่ทำให้ ทีมฟุตบอล  “หงส์แดง” ภายใต้การบริหารทีมของ ปีเตอร์ มัวร์ ทำผลงานได้ดี

ทีมฟุตบอล

“ในสมัยนี้โลกของ  ทีมฟุตบอล มันยังมีซีอีโอบางรายที่เล่นควบงานบริหารสโมสรไปพร้อมๆ กับการทำธุรกิจด้านซื้อขาย รวมถึงเจรจากับเอเยนต์ของนักเตะ ซึ่งผมคิดว่าสโมสรฟุตบอลในยุคนี้มันไม่ควรจะมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น มันมีเส้นกั้นบางๆ ระหว่างการเข้ามามีส่วนร่วมนิดหน่อยกับการก้าวก่าย”

นั่นคือคำพูดส่วนหนึ่งของ ปีเตอร์ มัวร์ ประธานบริหาร ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่บอกกับ นิวยอร์ค ไทม์ส สื่อชื่อดังของสหรัฐอเมริกา โดยเขาบอกว่าการไม่สอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องการเสริมทัพคือเคล็ดลับที่ทำให้ ทีมฟุตบอล  “หงส์แดง” ภายใต้การบริหารทีมของเขากำลังทำผลงานได้ดี เพราะว่ามันไม่เหมาะสมที่เขาจะไปยุ่งเรื่องการเสริมทัพ เนื่องจากตัวเองไม่ได้เชี่ยวชาญในด้านนี้ และการปล่อยให้คนที่เก่งๆ ในด้านนั้นทำงานอย่างเต็มที่น่าจะส่งผลดีต่อทีมมากกว่า

ทีมฟุตบอล

 

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมามันมีผู้บริหารของสโมสรฟุตบอลหลายคนที่สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องการเสริมทัพ เพราะชอบนักเตะคนนั้นเป็นการส่วนตัว, คิดว่าคนนั้นจะทำให้ทีมเก่งขึ้นได้ ฯลฯ โดยที่ไม่ได้ถามความสมัครใจของคนเป็นผู้จัดการทีมเลย ทั้งที่อนาคตของทีม และของกุนซือต้องขึ้นอยู่กับนักเตะในทีมแท้ๆ

เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหารของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และคนสนิทของตระกูลเกลเซอร์ ครอบครัวนักธุรกิจชาวอเมริกัน คือหนึ่งในคนที่ถูกมองว่าชอบเข้ามายุ่งเรื่องภายในทีมบ่อยๆ ซึ่งมันก็ช่างพอเหมาะพอเจาะเหลือเกินที่บทสัมภาษณ์ด้านต้นของ มัวร์ ถูกเผยแพร่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการที่ แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ สื่อดังประจำเมืองแมนเชสเตอร์ แฉว่าเมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2018 วู้ดเวิร์ด ผลักดันให้ทีมเซ็นสัญญากับ ราฟาแอล วาราน กองหลัง เรอัล มาดริด และ มาร์โก แวร์รัตติ กองกลาง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ให้ได้

แน่นอน ในด้านฝีเท้าแล้วนั้นทั้งคู่ถือเป็นนักเตะชั้นยอดแบบไร้ข้อกังขา วาราน ร่วมมือกับ เซร์คิโอ รามอส ในการเป็นปราการเหล็กให้กับ เรอัล ตลอดช่วงหลายฤดูกาลที่ผ่านมา และประสบความสำเร็จมากมายก่ายกอง ขณะที่ แวร์รัตติ ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นกองกลางระดับ 5 ดาวมานานแล้ว และทุกวันนี้หลายคนก็ยังนึกเสียดายที่นักเตะระดับเขายังปักหลักอยู่กับ “เปแอสเช” ทั้งที่เขาน่าจะไปหาความสำเร็จในรายการใหญ่ๆ กับทีมที่ใหญ่กว่านี้ได้ ซึ่งถ้าหากได้ทั้งสองคนมาร่วมทีมมันก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด แข็งแกร่งขึ้นเยอะ

อย่างไรก็ตาม มูรินโญ่ ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับแผนงานตามจีบ 2 แข้งดังกล่าวของ วู้ดเวิร์ด

กุนซือชาวโปรตุกีสมองว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะสามารถดึง วาราน และ แวร์รัตติ มาร่วมทีมในตอนนั้นได้ นั่นหมายความว่าการใช้เวลาไปกับการล่าทั้งคู่มันมีโอกาสสูงที่จะเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ และทีมควรจะไปให้ความสำคัญในด้านอื่นมากกว่า

นอกจากประเด็นที่ วาราน กับ แวร์รัตติ มีโอกาสย้ายทีมยากจน แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ควรจะไปเสียเวลาล่าตัวพวกเขาแล้วนั้น ที่จริงมันก็มีปัจจัยอื่นๆ ที่พอจะแสดงให้เห็นว่า วู้ดเวิร์ด ไม่ควรจะเสียเวลาไปกับการล่าลายเซ็นทั้งคู่ตั้งแต่แรกด้วย

ถึงแม้ว่า แวร์รัตติ จะมีฝีเท้าดี และการยืนคู่กับ ปอล ป็อกบา ก็น่าจะถือเป็นคู่กองกลางในฝันของ “เร้ด อาร์มี่ หลายคน” แต่ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2018 แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังมี อันเดร เอร์เรร่า ให้เลือกใช้งานอยู่

แน่นอน เรื่องฝีเท้าโดยรวมแล้ว เอร์เรร่า สู้กับ แวร์รัตติ ไม่ได้ แต่ตอนนั้นดาวเตะชาวสแปนิชก็ยังอยู่ในช่วงที่พอจะฝากผีฝากไข้ได้ในระดับหนึ่ง และที่จริงตอนนั้น วู้ดเวิร์ด จะพยายามไปโน้มน้าวใจให้ เอร์เรร่า ต่อสัญญาก็ยังได้ แต่เขากลับมองข้ามถึงเรื่องนั้น

ขณะที่ วาราน ถือเป็นกองหลังฝีเท้าดีคนหนึ่งก็จริง และมันก็ตรงกับความต้องการของ มูรินโญ่ ที่ต้องการให้ทีมซื้อกองหลังคนใหม่มาร่วมทัพเพื่อแก้ไขปัญหาเกมรับ แต่ดาวเตะชาวฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ในข่ายที่เขาต้องการ โดยคนที่เขาอยากได้มีอย่างเช่น แฮร์รี่ แม็กไกวร์, คาลิดู คูลิบาลี่, มิลาน สคริเนียร์, ดีเอโก้ โกดิน และ เยโรม บัวเต็ง เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น พอแห้วจาก วาราน แล้วนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่ได้เดินเครื่องล่ากองหลังคนไหนอีกเลยทั้งที่พวกเขามีเงินมากพอที่จะไปล่าคนอื่น โดยที่จริงเคยมีข่าวว่าในช่วงซัมเมอร์ของปี 2018 พวกเขาพร้อมให้เงินถึง 100 ล้านปอนด์เพื่อเป็นค่าตัวของ วาราน ขณะที่ แม็กไกวร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของ มูรินโญ่ สามารถย้ายทีมในตอนนั้นได้ด้วยค่าตัวที่ 75 ล้านปอนด์

เว็บ viva9988 ทาง เข้า ที่เหมือนเป็นตลกร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือสุดท้ายแล้วในช่วงซัมเมอร์ของปีนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต้องซื้อ แม็กไกวร์ อยู่ดี แถมยังจ่ายไป 80 ล้านปอนด์อีกต่างหาก

ว่ากันว่าหลังจากผ่านช่วงซัมเมอร์ปี 2018 ไปแล้วนั้น วู้ดเวิร์ด ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเสริมทัพอีก แต่มันก็อาจจะสายไปแล้วก็ได้ เมื่อพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่ตามมาจากเรื่องนั้น

 

ทีมฟุตบอล อิตาลี เผยเรื่องเหยียดผิวไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้ในปัจจุบัน

ทีมฟุตบอล

ทีมฟุตบอล อิตาลี เผยเรื่องเหยียดผิวไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้ในปัจจุบัน มันกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างที่สุดนะครับ โดยเฉพาะเมื่อโลกเราทุกวันนี้แคบลงมาก การกระทำใด ณ ที่ใดที่หนึ่งอาจจะถูกเผยแพร่กว้างขวางไปทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็วเหลือเชื่อ

ทีมฟุตบอล บอกว่าคนบนโลกเริ่มมีความรู้สึกร่วมกัน เริ่มปรับจูนวัฒนธรรมเข้าหากัน ผ่านการแสดงความคิดเห็นและปฏิกิริยาต่างๆ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทางโลกโซเชียลปัญหาต่างๆ ที่เคยเป็นแค่ปัญหาระดับตำบล หมู่บ้าน หรือภายในประเทศก็อาจขยายวงลุกลามไปเป็นปัญหาระดับโลก เป็นอารมณ์ที่มีร่วมกันของคนทั้งโลก

ทีมฟุตบอล

เรื่องเหยียดผิวก็เป็นหนึ่งในนั้น ปัญหาถูกขยายออกไปจนกลายเป็นเรื่องสากล ประเทศไหนยังแก้ไขไม่ได้ก็จะถูกแรงบีบคั้นจากโลกภายนอก จะได้ผลขนาดไหนนั้นไม่รู้เพราะสุดท้ายก็เป็นเรื่องของนโยบายภายในประเทศนั้นๆ แต่การกดดันจากภายนอกมีขึ้นแน่นอน และอย่างน้อยมันก็ทรงพลังกว่าที่ผ่านมา

วงการฟุตบอลอิตาลีก็ยังแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ตก แฟนบอลหลายกลุ่มยังมีพฤติกรรมเหยียดผิวนักเตะผิวดำและผิวสี สองปีที่ผ่านมาสถิติแทบไม่ลดลงเลย มอยเซ่ เคน, แบลส มาตุยดี้, กาลิดู กูลิบาลี่ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ฟร้องค์ เกสซีเย่, โรเมลู ลูกากู, ดัลเบิร์ต ในฤดูกาลนี้ ถึงขนาดนี้ จานนี่ อินฟันติโน่ ประธานฟีฟ่าเอ่ยปากตำหนิว่าไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเลย

เรื่องบางเรื่องก็แก้ไขยาก ยากด้วยเหตุผลหลากหลาย บางครั้งเป็นเรื่องความเชื่อที่ปลูกฝังกันมายุคสู่ยุค บางเรื่องเป็นด้วยธรรมชาติของคนที่นั้นๆ แต่สุดท้ายแล้วความเข้มงวดจริงจังของผู้ควบคุมกฎต่างหากที่สำคัญที่สุด ออกข้อบังคับที่ยุติธรรมไหม ให้ความเข้าใจที่เหมาะสมต่อผู้กระทำผิดหรือเปล่า หรือว่าตัวผู้คุมกฎนั้นแลที่เป็นเสียเอง

แน่นอนครับคนที่มีพฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็นคนส่วนน้อย ไม่เป็นที่ต้องการของสังคม โลกเราหมุนไปในทิศทางแบบนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ แบร์นาร์โด้ ซิลวา และ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ ก็เป็นตัวอย่างล่าสุดแสดงให้เห็นว่ามันเป็นทิศทางนั้นจริงๆ คุณต้องระมัดระวังกับการแสดงออกในเชิงสีผิวให้มาก

มันอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวแต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ก้าวข้ามไปสู่สังคมคนหมู่มากอย่างโลกออนไลน์แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องระหว่างเราอีกต่อไป

ยังมีจุดที่ต้องเกลี่ยให้ลงตัวกันต่อไปล่ะครับ กรณีของเบียร์โด้นั้นถูกกล่าวหาว่าแสดงพฤติกรรมเหยียดผิวและบุลลี่หรือรังแกนักบอลในทีมเยาวชนของนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด จนตัวเขาเองถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษลงโทษแบนห้ามยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมด้านฟุตบอล 32 สัปดาห์และถูกสโมสรไล่ออกจากตำแหน่งโค้ชทีมเยาวชน

กระนั้นในงานเสวนาแห่งหนึ่งที่นิวคาสเซิ่ลเมื่อวันก่อน เบียร์โด้ไปร่วมงานด้วยโดยเป็นหนึ่งในผู้เสวนาร่วมกับ เควิน คีแกน คริส ว็อดเดิ้ล และ เทอร์รี่ แม็คเดอม็อตต์ ที่ต่างก็เป็นตำนานของทีมสาลิกาดงทั้งสิ้นและปรากฏว่าได้รับการต้อนรับอย่างล้นหล

ผู้เข้าชมร่วม 700 คนลุกขึ้นยืนปรบมือให้เบียร์ดสลี่ย์ในช่วงที่พิธีกรแนะนำตัวรวมทั้งตอนที่กำลังจะเริ่มพูด พร้อมกับตะโกนร้องเพลง There’s only one Peter Beardsley เพื่อให้กำลังใจอดีตนักเตะขวัญใจของพวกเขา

หากเมื่อพิจารณาถึงข้อกล่าวหาที่ทำให้เขาถูกลงโทษแล้วก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเบียร์โด้ผิดจริง จะอ้างว่าเป็นเรื่องภายในสโมสรหรือเป็นวิธีการทำงานของตัวเองคงไม่ได้ เพราะการใช้คำว่า “monkey” หรือเล่นมุกเรื่องคนดำปีนต้นไม้ รวมทั้งมุกตลกถามอายุนักเตะผิวดำนั้นโดยบรรทัดฐานของสังคมแล้วคือการเหยียดผิวและบุลลี่ทั้งสิ้น

เบียร์ดสลี่ย์เป็นนักฟุตบอลในยุคทศวรรษที่ 80 ที่ยังเต็มไปด้วยความเข้มข้นนอกสนาม เหยียดผิว รังแก แฟนบอลตีกันเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ คนรักร่วมเพศยังเป็นที่รังเกียจของสังคม ความซึมซับของเขาเป็นอย่างนั้น

    ทำไมคนอย่างเบียร์ดสลี่ย์ที่เคยผ่านการถูกบุลลี่มาเช่นกันจะไม่รู้รสชาติของมัน ถามว่าเบียร์โด้รู้ไหมว่าคำพูดและการกระทำต่างๆ ของเขาเป็นเรื่องผิด เขาย่อมรู้ แต่เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะเหยียดผิวจริงๆ มันเป็นแค่การพูดเล่นต่อเด็กๆ ที่เขาต้องดูแล จะเพื่อให้บรรยากาศครึกครื้นหรือเพื่อเหตุผลอื่นใดก็แล้วแต่ มันก็เป็นเรื่องภายในสโมสร เป็นวิธีการหนึ่งที่เขาเลือกใช้ในการทำงาน ไม่ได้ป่าวประกาศประจานเรื่องลิงเรื่องต้นไม้เรื่องอายุผ่านสื่อมวลชนหรือโลกออนไลน์

หากก็นั่นล่ะครับ เรื่องภายในก็อาจกลายเป็นเรื่องภายนอกได้ถ้าคุณทำผิดกับมัน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของคนไม่ตั้งใจก็แล้วกัน

กรณีของ แบร์นาร์โด้ ซิลวา นั้นน่าพิศวงยิ่งกว่า เขาโพสต์ทวิตเตอร์เอารูปวัยเด็กของ เบนฌาแม็ง เมนดี้ วางคู่กับตัวการ์ตูนที่เป็นเด็กผิวดำ

มันกลายเป็นประเด็นใหญ่โตว่าดาวเตะโปรตุกีสเป็นพวกเหยียดผิว ทำร้ายความรู้สึกเพื่อนร่วมทีมจนเจ้าตัวต้องออกมาขอโทษและเขียนจดหมายชี้แจงพรีเมียร์ลีกวุ่นวาย

กรณีของแบร์นาร์โด้กับเมนดี้นั้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เจ้านายของทั้งคู่บอกว่ามันไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ไม่มีอะไรเลยสักนิด ไม่ได้รู้สึกขัดเคืองกัน เพราะทั้งสองคนสนิทกันมาก

มันคือเรื่องตลก เป็นเรื่องโจ๊กที่แซวกัน อำกันระหว่างเพื่อนสนิท

แบร์นาร์โด้ กับ เมนดี้ นั้นอายุ 25 ปีเท่ากัน ย้ายมาร่วมทีมแมนฯ ซิตี้ พร้อมๆ กันเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2017 แถมยังมาจากทีมเดียวกันคือโมนาโก

นั่นหมายความว่าทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมทีมกันมาตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 หนึ่งปีที่โมนาโกและอีกสามปีที่แมนเชสเตอร์

มีภาพความผูกพันระหว่างทั้งสองคนปรากฏให้เห็นเสมอ ซ้อมด้วยกัน กอดคอกัน หัวเราะกัน ฉลองประตูร่วมกัน ทำกิจกรรมของสโมสรร่วมกัน ให้กำลังใจกัน

เพราะฉะนั้นความสนิทสนมกันของทั้งคู่อยู่ในระดับเพื่อนสนิท ซี้ย่ำปึ้ก มีปัญหาอะไรก็คงจะปรึกษาปรับทุกข์กัน ไปมาหาสู่กัน

เป๊ปบอกแค่ว่า คนที่ด่าทอแบร์นาร์โด้ว่าเป็นพวกเหยียดผิวนั้นก็คือคนที่ไม่ได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของดาวเตะโปรตุกีสเลย ไม่รู้นิสัยใจคอเขาว่าเป็นคนอย่างไร

คนที่ด่าแบร์นาร์โด้ด้วยถ้อยคำหยาบคายทั้งหลายก็ไม่ใช่คนในสโมสรที่ได้เห็นความเป็นคู่ซี้กันระหว่างทั้งสองคน แล้วก็มาตราหน้ากองกลางร่างเล็กว่าเป็นคนชั่วคนเลวเป็นไอ้พวกเหยียดผิวไปแล้วกับโพสต์ๆ เดียวที่พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้ที่มาที่ไปอะไรเลย

    สิ่งที่เป๊ปพูดก็เหมือนการเตือนสติคนบนโลกออนไลน์ว่า อย่าเพิ่งด่วนเชื่อหรือตัดสินใครเพียงเพราะเราเห็นอย่างนั้นหรือคนอื่นๆ ว่ากันมาอย่างนั้น

เมนดี้เองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับโพสต์ของแบร์นาร์โด้ ยังหัวเราะขำขันกันเหมือนเดิม ก็มันเป็นแค่เรื่องแซวกันของเพื่อน แต่อยู่ๆ ก็ถูกคนอื่นมาชี้หน้าด่าว่าไอ้นี่เหยียดผิว เอาเรื่องผิวดำเขามาล้อทำไม

ถ้าเป็นภาพแบบละครซิทคอม แบร์นาร์โด้ก็คงหันไปบอกว่า “เอ๊า! แล้วเมริงยุ่งอะไรด้วยเนี่ยยย”

แล้วเขาก็จะพบกับคำตอบว่า “จะให้ไม่ยุ่งได้ไง นี่มันเรื่องเหยียดผิวนะ เป็นเรื่องใหญ่ เมริงรู้มั้ยว่าเมริงอะกำลังบุลลี่เพื่อนเมริงอยู่ โลกวันนี้ไม่ควรมีเรื่องนี้แล้ว มันควรจะหมดไปได้แล้ว”

เชื่อเถิดครับว่ากรณีแบบนี้จะอย่างไรแบร์นาร์โด้ก็เป็นคนผิดในสายตาโลกโซเชียล เพราะเขาดันไปแตะเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างสีผิว ต่อให้เมนดี้ออกมารับหน้าแทนว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักนิดก็ยังต้องมีบางคนบอกว่า “ไม่จริง! ลึกๆ แล้วเมริงต้องรู้สึกอยู่บ้างล่ะ”

เอ้อ.. มันก็ดีแฮะ กลายเป็นคนบนโลกออนไลน์รู้จักเมนดี้ดีกว่าเจ้าตัวเองเสียอีก ถึงล่วงรู้ว่าลึกๆ แล้วเมนดี้รู้สึกอย่างไร

จะว่าเพี้ยนมันก็เพี้ยนนะครับ โลกโซเชียลมีด้านดีๆ อยู่มากแต่ก็มีด้านเพี้ยนๆ แบบนี้เหมือนกัน แถมมีเยอะเสียด้วย

ทว่าจะให้ทำอย่างไรได้เล่าครับ ในเมื่อพื้นที่ตรงนั้นยังเป็นพื้นที่ที่เหลื่อมกันอยู่ระหว่าง เรื่องส่วนตัว กับ สาธารณะ สมดุลของมันก็เลยยังบิดๆ เบี้ยวๆ อยู่อย่างที่เห็น

มันคือพื้นที่ของการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว แต่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่อยากให้คนอื่นร่วมรับรู้

ขณะเดียวกันมันก็เป็นพื้นที่ที่สาธารณชนสามารถร่วมแชร์มุมมองต่อความคิดเห็นของเราได้ เพราะเราโยนความคิดนั้นลงไปสู่สายตาทุกคนแล้ว

ผมคิดว่ามันคือธรรมชาติของโลกใบนี้ ต้องคอยปรับสมดุลในเรื่องต่างๆ ให้เข้าที่ ซ้ายไปก็ปรับมาทางขวา หนาไปก็ปรับให้บางลง ปรับไปปรับมาเหมือนตาชั่งโบราณ

โลกโซเชียลก็คงกำลังปรับดุลนั้นอยู่เหมือนกัน

    เรื่องนี้สอนเราว่าโลกออนไลน์มีไม้บรรทัดของตัวเอง ไม่มีใครรู้เรื่องจริงหรอก บางเรื่องนั้นเราอาจไม่ผิดเลยก็ได้แต่ถูกสังคมตัดสินไปแล้วจากการกระทำเพียงเรื่องเดียวของเรา

กระนั้นเราก็ยิ่งต้องระวัง ต้องตระหนักให้มากถึงมากที่สุดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม หรือเฟซบุ๊คอาจจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวแต่เมื่อเราโพสต์หรือแสดงความเห็นใดๆ ออกไปแล้วมันจะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป

ทางนั้นเราเลือกเอง จากเรื่องที่ไม่มีอะไรเลยนั่นแหละแต่หากตระหนักว่าถ้าเผยแพร่ไปแล้วอาจจะมีปัญหาได้ ทางเลือกก็มีเพียง 2 ทาง

โพสต์ หรือ ไม่โพสต์

มันก็แค่นั้น ถ้าเลือกโพสต์ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา คุณแข็งแกร่งพอที่จะรับมันได้ไหม

ถ้าไม่โพสต์ คุณจะไม่เจอกับปัญหาปวดหัวแน่ๆ แต่จะอึดอัดหรือเปล่าที่ไม่ได้แสดงออกถึงทรรศนะของตัวเองหรือไม่ได้แบ่งปันรอยยิ้มให้เพื่อนๆ

นั่นล่ะครับคือสิ่งที่ทางเว็บ viva9988 ทาง เข้า จะบอกว่าการ แลกกัน ผลลัพธ์แตกต่างกัน เราเลือกได้ ถ้ารู้อยู่แล้วว่าทางข้างหน้ามีแต่หนามเรายังจะเดินผ่านทำไม

เรื่องบางเรื่องเป็นได้แค่เรื่องส่วนตัว ไม่เหมาะที่จะเป็นเรื่องส่วนรวม คุณสมบัติของมันมีแค่นั้น ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องนำออกมาสู่โลกกว้างให้รับรู้กันทุกคน..