ฟุตบอล

ทีม ฟุตบอล แมนฯ ซิตี้ คือเต็งหนึ่งที่จะคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้เป็นเต็งหนึ่ง ทั้งๆ ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าพวกเขามีปัญหาในเกมรับจนมักจะเสียประตูง่ายๆ แบบไม่มีเหตุผลและไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้นได้ตลอดเวลา

ทีม ฟุตบอล สีฟ้าแห่งแมนเชสเตอร์มีอันต้องปราศจากดาวถล่มประตูตัวฉกาจอย่าง กุน อเกวโร่ จนทำให้ประสิทธิภาพในเกมรุกลดลงไปพอสมควรอีกต่างหากแล้วเหตุไฉนพวกเขายังคงถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่ง ???

ฟุตบอล

เหตุผลสำคัญประการแรกคือศักยภาพของพวกเขานั่นแหละ เพราะถ้าว่ากันถึงเรื่องขุมกำลัง แมนฯ ซิตี้ ไม่เป็นรองคู่แข่งที่ผ่านเข้ามาถึงรอบนี้ ขณะที่ฟอร์มการเล่นในรอบก่อนหน้านี้ก็มิใช่เบา หลักฐานคือการเอาชนะทีมเทวดาอย่าง เรอัล มาดริด แบบไป-กลับอย่างไม่ระบมหัวแม่ตีนสักเท่าไหร่

การเจอกับคู่แข่งที่อ่อนกว่าอย่าง ลียง ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย คือเหตุผลประการต่อมา

ส่วนเหตุผลสำคัญอีกประการคือ แมนฯ ซิตี้ มีผู้จัดการทีมระดับอ๋องอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นี่แหละ

ในสายตาของท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผม – เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คือผู้จัดการทีมที่อุดมด้วยคุณภาพมากที่สุด ณ ปัจจุบัน

นอกจากยังเอาวิธีการเล่นแบบ “พาสซิ่ง” กับ “เพรสซิ่ง” มาสังวาสกันได้อย่างเมามัน

สังเกตได้ว่าเมื่อลูกทีมของเขาแย่งบอลจากคู่แข่งได้สำเร็จจากการ “เพรสซิ่ง” แมนฯ ซิตี้ จะไม่เร่งเกมรุกแล้วบุกจู่โจมทันที แต่จะต่อบอลกันก่อนสัก 5-6 จังหวะ ด้วยเหตุผล 2 ประการ

หนึ่งคือหากรีบจู่โจมแบบกล้าได้กล้าเสียอย่างปัจจุบันทันด่วน มันจะขาดความแน่นอนจนมีโอกาสเสียการครอบครองบอล

แหม่…อุตส่าห์ไล่บี้บอลจนแย่งมาได้ เสียพลังงานไปมิใช่น้อย จึงไม่ควรเสียบอลคืนให้คู่แข่งอย่างรวดเร็ว

หนึ่งคือต้องการจัดระเบียบผู้เล่นให้ตรงตำแหน่งตามผังการเล่นที่วางไว้ก่อน เพราะหากพลาดท่าถูกสวนกลับก็จะได้มีผู้เล่นที่รับผิดชอบอยู่ในตำแหน่งของตัวเอง

บ่อยครั้งที่พวกเขาเสียการครอบครองบอลแล้วจะรีบชิงจังหวะทำฟาวล์ เพื่อหยุดเกมโดยพลัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการถูกสวนกลับขณะผู้เล่นยังไม่อยู่ในตำแหน่ง อันแสดงให็เห้นถึงความรัดกุมและรอบคอบอยู่ในที

หลักสำคัญคือการครองบอลให้มากกว่าคู่แข่ง ในเมื่อทั้งสนามมีบอลอยู่แค่ลูกเดียว หากมันอยู่กับตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ โอกาสที่จะแพ้มันก็ลดน้อยลงไปตามหลักคณิตศาสตร์

ส่วนใหญ่ความปราชัยของ แมนฯ ซิตี้ มักจะบังเกิดจากการบุกมากกว่าแล้วดันยิงประตูไม่ได้ หรือทำอะไรก็ไม่ดีไปหมด เรียกว่าเป็นวันซวยของพวกเขา

เวลาเสียประตูก็มักจะเกิดจากความผิดพลาดกันเอง

ยกตัวอย่างเช่นกองหลังวิ่งชนกันอะไรแบบนั้น

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เคยคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฐานะกุนซือมาแล้ว 2 สมัย (2009 และ 2011) ตอนที่ยังเป็นนายใหญ่ของ บาร์เซโลน่า แต่กลับไม่เคยเสกให้ บาเยิร์น มิวนิค และ แมนฯ ซิตี้ เข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลรายการนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

อย่าว่าแต่เข้าชิงฯ เลยครับคุณ เอาแค่รอบตัดเชือก กุนซือวัย 49 กะรัตผู้นี้ก็ไม่เคยพา แมนฯ ซิตี้ ผ่านเข้าไปถึงสักครั้งจนถูกตั้งข้อสังเกตว่านับตั้งแต่ไม่มี ลีโอเนล เมสซี่ เป็นลูกทีม เขาก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในรายการนี้ ซึ่งในมุมมองของผม – ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จัดเป็นการชิงชัยที่มีอัตราความยากมากที่สุดในเมืองมนุษย์ – มากกว่าแชมป์ลีกสูงสุดในประเทศตัวเองเสียอีก

เพราะนอกจากจะอุดมด้วยคู่ขับเคี่ยวที่จัดอยู่ในประเภท เสือ สิงห์ กระทิง แรด และหงส์ มันยังขึ้นอยู่กับโชคดวง รวมถึง “จังหวะ” และ “เวลา” ซึ่งไม่เข้าใคร-ออกใคร และไม่สามารถกำหนดได้อีกต่างหาก

คิดง่ายๆ ครับ คือถ้าวัดจากศักยภาพของทีม ขุมกำลังและฟอร์มการเล่น ขอบอกว่า แมนฯ ซิตี้ เหมาะสมกับการเป็นเจ้ายุโรปอย่างแน่นอน เฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างปี 2017 ถึงปี 2019 คือช่วงเวลาที่ทีมสำเภาเศรษฐีมีความเปล่งปลั่งอย่างน่าสยดสยองมากที่สุด ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยติดต่อกัน โดยทำคะแนนรวมกันถึง 198 แต้มเลยทีเดียว

    ฤดูกาลที่แล้ว แมนฯ ซิตี้ สถาปนาตัวเองเป็นโคตรทีมไร้เทียมทาน ด้วยการกวาด 3 แชมป์ในประเทศอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยวิธีการเล่นอันล้ำเลิศยิ่งนัก

ทว่าพวกเขาพลาดท่าตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยอะไรที่เรียกว่า “VAR” ที่ถูกนำมาใช้ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรก

ในการปะทะกับ สเปอร์ส นัด 2 ที่บ้านของตัวเอง แมนฯ ซิตี้ เสียประตูจาก VAR แลก็ไม่ได้ประตูจาก VAR จนตกรอบด้วยกฏอะเวย์โกลอย่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก

หมายความว่าถ้าไอ้เทคโนโลยีช่วยผู้ตัดสินอย่าง VAR ยังไม่ถูกนำมาใช้ พวกเขามีโอกาสสูงมากที่จะใช้ทีมเยาวชนปลดแอกอย่าง อาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม เป็นทางผ่านในรอบตัดเชือก และเข้าไปเจอกับ ลิเวอร์พูล ในนัดชิงชนะเลิศเป็นอย่างต่ำ

เว็บ viva9988 สมัคร บอกว่าเห็นไหมครับว่าเก่งอย่างเดียวไม่พอ มันขึ้นอยู่กับ “จังหวะ” และ “เวลา” ด้วยจริงๆ

ฤดูกาล 2017-18 “พาสซิ่งเกม” ที่เซ็กซี่ของ แมนฯ ซิตี้ ถูกกระทืบจนแหลกสลายคาตีนด้วย “เฮฟวี่ เมทั่ล ฟุตบอล” ที่รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาดและหนักหน่วงปานภูผาถล่มทลายของ ลิเวอร์พูล ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

ย้อนกลับไปในฤดูกาล 2016-17 ก็เจอดันไปเจอทีเด็ดของ โมนาโก จนจอดอยู่แค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ด้วยกฏอะเวย์โกล

นอกจากนี้ประวัติศาสตร์ของทีมก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะมันนำมาซึ่ง “พลังงานบางอย่าง” ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์

การไม่ค่อยมี “ฮิสตอรี่” ของ แมนฯ ซิตี้ นี่แหละทำให้พวกเขาปราศจากพลังงานบางอย่างอันนำมาซึ่งความมหัศจรรย์เหมือนกับที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยบ้วนออกมาจากปาก เมื่อ 1999 ว่า “Football – Bloody Hell”

ความยากของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และนาทีนี้อยู่ในรอบตัดเชือกที่จะต้องเซิ้งกับผู้ชนะระหว่าง บาร์เซโลน่า กับ บาเยิร์น มิวนิค ทีมเก่าของตัวเองนี่แหละ