ทีมฟุตบอล

ทีมฟุตบอล อิตาลี เผยเรื่องเหยียดผิวไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้ในปัจจุบัน มันกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างที่สุดนะครับ โดยเฉพาะเมื่อโลกเราทุกวันนี้แคบลงมาก การกระทำใด ณ ที่ใดที่หนึ่งอาจจะถูกเผยแพร่กว้างขวางไปทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็วเหลือเชื่อ

ทีมฟุตบอล บอกว่าคนบนโลกเริ่มมีความรู้สึกร่วมกัน เริ่มปรับจูนวัฒนธรรมเข้าหากัน ผ่านการแสดงความคิดเห็นและปฏิกิริยาต่างๆ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทางโลกโซเชียลปัญหาต่างๆ ที่เคยเป็นแค่ปัญหาระดับตำบล หมู่บ้าน หรือภายในประเทศก็อาจขยายวงลุกลามไปเป็นปัญหาระดับโลก เป็นอารมณ์ที่มีร่วมกันของคนทั้งโลก

ทีมฟุตบอล

เรื่องเหยียดผิวก็เป็นหนึ่งในนั้น ปัญหาถูกขยายออกไปจนกลายเป็นเรื่องสากล ประเทศไหนยังแก้ไขไม่ได้ก็จะถูกแรงบีบคั้นจากโลกภายนอก จะได้ผลขนาดไหนนั้นไม่รู้เพราะสุดท้ายก็เป็นเรื่องของนโยบายภายในประเทศนั้นๆ แต่การกดดันจากภายนอกมีขึ้นแน่นอน และอย่างน้อยมันก็ทรงพลังกว่าที่ผ่านมา

วงการฟุตบอลอิตาลีก็ยังแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ตก แฟนบอลหลายกลุ่มยังมีพฤติกรรมเหยียดผิวนักเตะผิวดำและผิวสี สองปีที่ผ่านมาสถิติแทบไม่ลดลงเลย มอยเซ่ เคน, แบลส มาตุยดี้, กาลิดู กูลิบาลี่ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ฟร้องค์ เกสซีเย่, โรเมลู ลูกากู, ดัลเบิร์ต ในฤดูกาลนี้ ถึงขนาดนี้ จานนี่ อินฟันติโน่ ประธานฟีฟ่าเอ่ยปากตำหนิว่าไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเลย

เรื่องบางเรื่องก็แก้ไขยาก ยากด้วยเหตุผลหลากหลาย บางครั้งเป็นเรื่องความเชื่อที่ปลูกฝังกันมายุคสู่ยุค บางเรื่องเป็นด้วยธรรมชาติของคนที่นั้นๆ แต่สุดท้ายแล้วความเข้มงวดจริงจังของผู้ควบคุมกฎต่างหากที่สำคัญที่สุด ออกข้อบังคับที่ยุติธรรมไหม ให้ความเข้าใจที่เหมาะสมต่อผู้กระทำผิดหรือเปล่า หรือว่าตัวผู้คุมกฎนั้นแลที่เป็นเสียเอง

แน่นอนครับคนที่มีพฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็นคนส่วนน้อย ไม่เป็นที่ต้องการของสังคม โลกเราหมุนไปในทิศทางแบบนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ แบร์นาร์โด้ ซิลวา และ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ ก็เป็นตัวอย่างล่าสุดแสดงให้เห็นว่ามันเป็นทิศทางนั้นจริงๆ คุณต้องระมัดระวังกับการแสดงออกในเชิงสีผิวให้มาก

มันอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวแต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ก้าวข้ามไปสู่สังคมคนหมู่มากอย่างโลกออนไลน์แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องระหว่างเราอีกต่อไป

ยังมีจุดที่ต้องเกลี่ยให้ลงตัวกันต่อไปล่ะครับ กรณีของเบียร์โด้นั้นถูกกล่าวหาว่าแสดงพฤติกรรมเหยียดผิวและบุลลี่หรือรังแกนักบอลในทีมเยาวชนของนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด จนตัวเขาเองถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษลงโทษแบนห้ามยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมด้านฟุตบอล 32 สัปดาห์และถูกสโมสรไล่ออกจากตำแหน่งโค้ชทีมเยาวชน

กระนั้นในงานเสวนาแห่งหนึ่งที่นิวคาสเซิ่ลเมื่อวันก่อน เบียร์โด้ไปร่วมงานด้วยโดยเป็นหนึ่งในผู้เสวนาร่วมกับ เควิน คีแกน คริส ว็อดเดิ้ล และ เทอร์รี่ แม็คเดอม็อตต์ ที่ต่างก็เป็นตำนานของทีมสาลิกาดงทั้งสิ้นและปรากฏว่าได้รับการต้อนรับอย่างล้นหล

ผู้เข้าชมร่วม 700 คนลุกขึ้นยืนปรบมือให้เบียร์ดสลี่ย์ในช่วงที่พิธีกรแนะนำตัวรวมทั้งตอนที่กำลังจะเริ่มพูด พร้อมกับตะโกนร้องเพลง There’s only one Peter Beardsley เพื่อให้กำลังใจอดีตนักเตะขวัญใจของพวกเขา

หากเมื่อพิจารณาถึงข้อกล่าวหาที่ทำให้เขาถูกลงโทษแล้วก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเบียร์โด้ผิดจริง จะอ้างว่าเป็นเรื่องภายในสโมสรหรือเป็นวิธีการทำงานของตัวเองคงไม่ได้ เพราะการใช้คำว่า “monkey” หรือเล่นมุกเรื่องคนดำปีนต้นไม้ รวมทั้งมุกตลกถามอายุนักเตะผิวดำนั้นโดยบรรทัดฐานของสังคมแล้วคือการเหยียดผิวและบุลลี่ทั้งสิ้น

เบียร์ดสลี่ย์เป็นนักฟุตบอลในยุคทศวรรษที่ 80 ที่ยังเต็มไปด้วยความเข้มข้นนอกสนาม เหยียดผิว รังแก แฟนบอลตีกันเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ คนรักร่วมเพศยังเป็นที่รังเกียจของสังคม ความซึมซับของเขาเป็นอย่างนั้น

    ทำไมคนอย่างเบียร์ดสลี่ย์ที่เคยผ่านการถูกบุลลี่มาเช่นกันจะไม่รู้รสชาติของมัน ถามว่าเบียร์โด้รู้ไหมว่าคำพูดและการกระทำต่างๆ ของเขาเป็นเรื่องผิด เขาย่อมรู้ แต่เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะเหยียดผิวจริงๆ มันเป็นแค่การพูดเล่นต่อเด็กๆ ที่เขาต้องดูแล จะเพื่อให้บรรยากาศครึกครื้นหรือเพื่อเหตุผลอื่นใดก็แล้วแต่ มันก็เป็นเรื่องภายในสโมสร เป็นวิธีการหนึ่งที่เขาเลือกใช้ในการทำงาน ไม่ได้ป่าวประกาศประจานเรื่องลิงเรื่องต้นไม้เรื่องอายุผ่านสื่อมวลชนหรือโลกออนไลน์

หากก็นั่นล่ะครับ เรื่องภายในก็อาจกลายเป็นเรื่องภายนอกได้ถ้าคุณทำผิดกับมัน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของคนไม่ตั้งใจก็แล้วกัน

กรณีของ แบร์นาร์โด้ ซิลวา นั้นน่าพิศวงยิ่งกว่า เขาโพสต์ทวิตเตอร์เอารูปวัยเด็กของ เบนฌาแม็ง เมนดี้ วางคู่กับตัวการ์ตูนที่เป็นเด็กผิวดำ

มันกลายเป็นประเด็นใหญ่โตว่าดาวเตะโปรตุกีสเป็นพวกเหยียดผิว ทำร้ายความรู้สึกเพื่อนร่วมทีมจนเจ้าตัวต้องออกมาขอโทษและเขียนจดหมายชี้แจงพรีเมียร์ลีกวุ่นวาย

กรณีของแบร์นาร์โด้กับเมนดี้นั้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เจ้านายของทั้งคู่บอกว่ามันไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ไม่มีอะไรเลยสักนิด ไม่ได้รู้สึกขัดเคืองกัน เพราะทั้งสองคนสนิทกันมาก

มันคือเรื่องตลก เป็นเรื่องโจ๊กที่แซวกัน อำกันระหว่างเพื่อนสนิท

แบร์นาร์โด้ กับ เมนดี้ นั้นอายุ 25 ปีเท่ากัน ย้ายมาร่วมทีมแมนฯ ซิตี้ พร้อมๆ กันเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2017 แถมยังมาจากทีมเดียวกันคือโมนาโก

นั่นหมายความว่าทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมทีมกันมาตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 หนึ่งปีที่โมนาโกและอีกสามปีที่แมนเชสเตอร์

มีภาพความผูกพันระหว่างทั้งสองคนปรากฏให้เห็นเสมอ ซ้อมด้วยกัน กอดคอกัน หัวเราะกัน ฉลองประตูร่วมกัน ทำกิจกรรมของสโมสรร่วมกัน ให้กำลังใจกัน

เพราะฉะนั้นความสนิทสนมกันของทั้งคู่อยู่ในระดับเพื่อนสนิท ซี้ย่ำปึ้ก มีปัญหาอะไรก็คงจะปรึกษาปรับทุกข์กัน ไปมาหาสู่กัน

เป๊ปบอกแค่ว่า คนที่ด่าทอแบร์นาร์โด้ว่าเป็นพวกเหยียดผิวนั้นก็คือคนที่ไม่ได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของดาวเตะโปรตุกีสเลย ไม่รู้นิสัยใจคอเขาว่าเป็นคนอย่างไร

คนที่ด่าแบร์นาร์โด้ด้วยถ้อยคำหยาบคายทั้งหลายก็ไม่ใช่คนในสโมสรที่ได้เห็นความเป็นคู่ซี้กันระหว่างทั้งสองคน แล้วก็มาตราหน้ากองกลางร่างเล็กว่าเป็นคนชั่วคนเลวเป็นไอ้พวกเหยียดผิวไปแล้วกับโพสต์ๆ เดียวที่พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้ที่มาที่ไปอะไรเลย

    สิ่งที่เป๊ปพูดก็เหมือนการเตือนสติคนบนโลกออนไลน์ว่า อย่าเพิ่งด่วนเชื่อหรือตัดสินใครเพียงเพราะเราเห็นอย่างนั้นหรือคนอื่นๆ ว่ากันมาอย่างนั้น

เมนดี้เองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับโพสต์ของแบร์นาร์โด้ ยังหัวเราะขำขันกันเหมือนเดิม ก็มันเป็นแค่เรื่องแซวกันของเพื่อน แต่อยู่ๆ ก็ถูกคนอื่นมาชี้หน้าด่าว่าไอ้นี่เหยียดผิว เอาเรื่องผิวดำเขามาล้อทำไม

ถ้าเป็นภาพแบบละครซิทคอม แบร์นาร์โด้ก็คงหันไปบอกว่า “เอ๊า! แล้วเมริงยุ่งอะไรด้วยเนี่ยยย”

แล้วเขาก็จะพบกับคำตอบว่า “จะให้ไม่ยุ่งได้ไง นี่มันเรื่องเหยียดผิวนะ เป็นเรื่องใหญ่ เมริงรู้มั้ยว่าเมริงอะกำลังบุลลี่เพื่อนเมริงอยู่ โลกวันนี้ไม่ควรมีเรื่องนี้แล้ว มันควรจะหมดไปได้แล้ว”

เชื่อเถิดครับว่ากรณีแบบนี้จะอย่างไรแบร์นาร์โด้ก็เป็นคนผิดในสายตาโลกโซเชียล เพราะเขาดันไปแตะเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างสีผิว ต่อให้เมนดี้ออกมารับหน้าแทนว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักนิดก็ยังต้องมีบางคนบอกว่า “ไม่จริง! ลึกๆ แล้วเมริงต้องรู้สึกอยู่บ้างล่ะ”

เอ้อ.. มันก็ดีแฮะ กลายเป็นคนบนโลกออนไลน์รู้จักเมนดี้ดีกว่าเจ้าตัวเองเสียอีก ถึงล่วงรู้ว่าลึกๆ แล้วเมนดี้รู้สึกอย่างไร

จะว่าเพี้ยนมันก็เพี้ยนนะครับ โลกโซเชียลมีด้านดีๆ อยู่มากแต่ก็มีด้านเพี้ยนๆ แบบนี้เหมือนกัน แถมมีเยอะเสียด้วย

ทว่าจะให้ทำอย่างไรได้เล่าครับ ในเมื่อพื้นที่ตรงนั้นยังเป็นพื้นที่ที่เหลื่อมกันอยู่ระหว่าง เรื่องส่วนตัว กับ สาธารณะ สมดุลของมันก็เลยยังบิดๆ เบี้ยวๆ อยู่อย่างที่เห็น

มันคือพื้นที่ของการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว แต่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่อยากให้คนอื่นร่วมรับรู้

ขณะเดียวกันมันก็เป็นพื้นที่ที่สาธารณชนสามารถร่วมแชร์มุมมองต่อความคิดเห็นของเราได้ เพราะเราโยนความคิดนั้นลงไปสู่สายตาทุกคนแล้ว

ผมคิดว่ามันคือธรรมชาติของโลกใบนี้ ต้องคอยปรับสมดุลในเรื่องต่างๆ ให้เข้าที่ ซ้ายไปก็ปรับมาทางขวา หนาไปก็ปรับให้บางลง ปรับไปปรับมาเหมือนตาชั่งโบราณ

โลกโซเชียลก็คงกำลังปรับดุลนั้นอยู่เหมือนกัน

    เรื่องนี้สอนเราว่าโลกออนไลน์มีไม้บรรทัดของตัวเอง ไม่มีใครรู้เรื่องจริงหรอก บางเรื่องนั้นเราอาจไม่ผิดเลยก็ได้แต่ถูกสังคมตัดสินไปแล้วจากการกระทำเพียงเรื่องเดียวของเรา

กระนั้นเราก็ยิ่งต้องระวัง ต้องตระหนักให้มากถึงมากที่สุดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม หรือเฟซบุ๊คอาจจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวแต่เมื่อเราโพสต์หรือแสดงความเห็นใดๆ ออกไปแล้วมันจะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป

ทางนั้นเราเลือกเอง จากเรื่องที่ไม่มีอะไรเลยนั่นแหละแต่หากตระหนักว่าถ้าเผยแพร่ไปแล้วอาจจะมีปัญหาได้ ทางเลือกก็มีเพียง 2 ทาง

โพสต์ หรือ ไม่โพสต์

มันก็แค่นั้น ถ้าเลือกโพสต์ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา คุณแข็งแกร่งพอที่จะรับมันได้ไหม

ถ้าไม่โพสต์ คุณจะไม่เจอกับปัญหาปวดหัวแน่ๆ แต่จะอึดอัดหรือเปล่าที่ไม่ได้แสดงออกถึงทรรศนะของตัวเองหรือไม่ได้แบ่งปันรอยยิ้มให้เพื่อนๆ

นั่นล่ะครับคือสิ่งที่ทางเว็บ viva9988 ทาง เข้า จะบอกว่าการ แลกกัน ผลลัพธ์แตกต่างกัน เราเลือกได้ ถ้ารู้อยู่แล้วว่าทางข้างหน้ามีแต่หนามเรายังจะเดินผ่านทำไม

เรื่องบางเรื่องเป็นได้แค่เรื่องส่วนตัว ไม่เหมาะที่จะเป็นเรื่องส่วนรวม คุณสมบัติของมันมีแค่นั้น ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องนำออกมาสู่โลกกว้างให้รับรู้กันทุกคน..