เปิด 5 เหตุผลที่ทำไม ทีมบอล ลิเวอร์พูล ถึงยังต้องหวั่น แมนฯ ซิตี้ แม้ตอนนี้ทำคะแนนทิ้งห่าง “เรือใบสีฟ้า” ไปถึง 9 แต้มก็ตามเจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยังคงเดินหน้าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังบุกไปเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1 เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทำให้ยังนำโด่งเป็นจ่าฝูง มี 37 คะแนนจาก 13 นัด (ชนะ 12 เสมอ 1)

 ทีมบอล  “หงส์แดง” ทำคะแนนทิ้ง เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ถึง 8 คะแนน และทิ้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่า ไปแล้ว 9 แต้ม อย่างไรก็ตาม นี่คือ 5 เหตุผลทำไมถึงต้องหวั่นว่า “เรือใบสีฟ้า” จะกลับมาแซงเข้าป้ายอีกครั้ง

 ทีมบอล

  1. แมนฯ ซิตี้ เก๋าในการลุ้นแชมป์ ส่วน ลิเวอร์พูล กดดันรอมานาน 30 ปี

ลิเวอร์พูล ห่างเหินจากการคว้าแชมป์ลีกมาแล้วถึง 30 ปี และเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็น่าจะได้แชมป์ แต่สุดท้ายก็โดน แมนฯ ซิตี้ ปาดหน้าไปจนได้

เชื่อว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายๆ ของซีซั่น ทีมของ คล็อปป์ จะกลับมาเข้าสู่โหมดกดดันอีกครั้ง ไม่ว่าจะทำคะแนนห่างแค่ไหน และหากโชคเริ่มไม่เข้าข้างก็อาจเป๋เป็นได้

ขณะที่ทีมของ เป็ป กวาร์ดิโอล่า พร้อมเป็นผู้ไล่ล่า และมีประสบการณ์ในการเอาตัวรอดเมื่อเข้าสู่ช่วงกดดัน ดังนั้นถ้า “หงส์แดง” ทำพลาดเปิดทางให้ล่ะก็  รับรองว่า “เรือใบสีฟ้า” ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยแน่

   2. ธันวาคม เดือนหฤโหดของ ลิเวอร์พูล

คล็อปป์ จะต้องพา ลิเวอร์พูล ลงเตะถึง 10 เกมระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม ถึง 2 มกราคม เพราะมีโปรแกรมเล่นทั้ง พรีเมียร์ลีก, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, คาราบาว คัพ และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก

“หงส์แดง” จะต้องเดินทางไปทำศึกสโมสรโลกที่ประเทศกาตาร์ ช่วงเดียวกับที่ต้องเจอ แอสตัน วิลล่า ในถ้วย คาราบาว คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย

คล็อปป์ อาจต้องแบ่งทีมลงเตะทั้งสองรายการ โดยชุดใหญ่ไปเล่นที่ตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักเตะอาจมีอาการล้าจากการเดินทางไกลก่อนมาเจอโปรแกรมเตะอีกหลายนัด
    3. เข้าสู่โปรแกรมหนักเดือนมกราคม

หาก ลิเวอร์พูล ผ่านเดือนธันวาคม มาได้ด้วยการมีคะแนนห่างทีมอันดับ 2 ถึง 9 แต้มเหมือนเดิมก็ใช่ว่าจะวางใจได้ เพราะเข้าสู่เดือนมกราคมจะต้องเจอโปรแกรมหนักๆ ทั้งนั้น

“หงส์แดง” จะต้องไปเยือนทั้ง เลสเตอร์, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่เพิ่งได้ โชเซ่ มูรินโญ่ มากุมบังเหียน และ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส รวมทั้งเปิดบ้านต้อนรับ วูล์ฟส์, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นเกมหนักทั้งนั้น ทำให้อาจปล่อยให้คะแนนหลุดไปบ้าง

ขณะที่โปรแกมช่วงท้ายฤดูกาล 4 นัด ลิเวอร์พูล จะเจอ เบิร์นลี่ย์, อาร์เซน่อล, เชลซี และ นิวคาสเซิ่ล ส่วน แมนฯ ซิตี้ พบ ไบรท์ตัน, บอร์นมัธ, วัตฟอร์ด และ นอริช ซึ่งดูแล้วของ “หงส์แดง” หนักกว่าแน่นอน

   4. แมนฯ ซิตี้ อาจเสริมทัพเดือนมกราคม

แมนฯ ซิตี้ มีโอกาสเสริมทัพโดยเฉพาะในแนวรับและกองกลางในช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะหน้าหนาวเดือนมกราคมนี้

หาก “เรือใบสีฟ้า” ได้กองหลังชั้นยอดมาร่วมทีมก็จะเข้ามาอุดรอยรั่วได้อย่างที่ กวาร์ดิโอล่า ต้องการ และไม่เสียประตูง่ายๆ อีก ส่งผลให้เป็นผลดีต่อการลุ้นแชมป์

 5. ลิเวอร์พูล ต้องระวังอย่าให้นักเตะสำคัญบาดเจ็บ

เว็บ ทางเข้าเอเย่น ฮอลิเดย์ บอกว่าคราวนี้แนวรุกของ ลิเวอร์พูล จะอ่อนลงไปทันทีหาก 3 ประสานแดนหน้าทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไม่ได้ลงเล่นพร้อมกัน

แม้ ดิว็อค โอริกี้ จะพร้อมรับบทเป็นซูเปอร์ซับเหมือนที่เคยเป็นฮีโร่ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ถ้าเทียบกับ 3 ตัวจริงแล้วยังเป็นรองอยู่เยอะ

ขณะที่แนวรับถ้า เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เกิดบาดเจ็บขึ้นมาล่ะก็ รับรองว่า บรรดา “เดอะ ค็อป” คงต้องเครียดแน่ และเมื่อดูขุมกำลังทั้งหมดแล้ว ลิเวอร์พูล ยังเป็นรอง แมนฯ ซิตี้ ที่มีตัวเลือกให้ใช้งานเยอะกว่า

Tags :

“ในสมัยนี้โลกของ  ทีมฟุตบอล มันยังมีซีอีโอบางรายที่เล่นควบงานบริหารสโมสรไปพร้อมๆ กับการทำธุรกิจด้านซื้อขาย รวมถึงเจรจากับเอเยนต์ของนักเตะ ซึ่งผมคิดว่าสโมสรฟุตบอลในยุคนี้มันไม่ควรจะมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น มันมีเส้นกั้นบางๆ ระหว่างการเข้ามามีส่วนร่วมนิดหน่อยกับการก้าวก่าย”

นั่นคือคำพูดส่วนหนึ่งของ ปีเตอร์ มัวร์ ประธานบริหาร ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่บอกกับ นิวยอร์ค ไทม์ส สื่อชื่อดังของสหรัฐอเมริกา โดยเขาบอกว่าการไม่สอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องการเสริมทัพคือเคล็ดลับที่ทำให้ ทีมฟุตบอล  “หงส์แดง” ภายใต้การบริหารทีมของเขากำลังทำผลงานได้ดี เพราะว่ามันไม่เหมาะสมที่เขาจะไปยุ่งเรื่องการเสริมทัพ เนื่องจากตัวเองไม่ได้เชี่ยวชาญในด้านนี้ และการปล่อยให้คนที่เก่งๆ ในด้านนั้นทำงานอย่างเต็มที่น่าจะส่งผลดีต่อทีมมากกว่า

ทีมฟุตบอล

 

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมามันมีผู้บริหารของสโมสรฟุตบอลหลายคนที่สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องการเสริมทัพ เพราะชอบนักเตะคนนั้นเป็นการส่วนตัว, คิดว่าคนนั้นจะทำให้ทีมเก่งขึ้นได้ ฯลฯ โดยที่ไม่ได้ถามความสมัครใจของคนเป็นผู้จัดการทีมเลย ทั้งที่อนาคตของทีม และของกุนซือต้องขึ้นอยู่กับนักเตะในทีมแท้ๆ

เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหารของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และคนสนิทของตระกูลเกลเซอร์ ครอบครัวนักธุรกิจชาวอเมริกัน คือหนึ่งในคนที่ถูกมองว่าชอบเข้ามายุ่งเรื่องภายในทีมบ่อยๆ ซึ่งมันก็ช่างพอเหมาะพอเจาะเหลือเกินที่บทสัมภาษณ์ด้านต้นของ มัวร์ ถูกเผยแพร่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการที่ แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ สื่อดังประจำเมืองแมนเชสเตอร์ แฉว่าเมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2018 วู้ดเวิร์ด ผลักดันให้ทีมเซ็นสัญญากับ ราฟาแอล วาราน กองหลัง เรอัล มาดริด และ มาร์โก แวร์รัตติ กองกลาง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ให้ได้

แน่นอน ในด้านฝีเท้าแล้วนั้นทั้งคู่ถือเป็นนักเตะชั้นยอดแบบไร้ข้อกังขา วาราน ร่วมมือกับ เซร์คิโอ รามอส ในการเป็นปราการเหล็กให้กับ เรอัล ตลอดช่วงหลายฤดูกาลที่ผ่านมา และประสบความสำเร็จมากมายก่ายกอง ขณะที่ แวร์รัตติ ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นกองกลางระดับ 5 ดาวมานานแล้ว และทุกวันนี้หลายคนก็ยังนึกเสียดายที่นักเตะระดับเขายังปักหลักอยู่กับ “เปแอสเช” ทั้งที่เขาน่าจะไปหาความสำเร็จในรายการใหญ่ๆ กับทีมที่ใหญ่กว่านี้ได้ ซึ่งถ้าหากได้ทั้งสองคนมาร่วมทีมมันก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด แข็งแกร่งขึ้นเยอะ

อย่างไรก็ตาม มูรินโญ่ ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับแผนงานตามจีบ 2 แข้งดังกล่าวของ วู้ดเวิร์ด

กุนซือชาวโปรตุกีสมองว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะสามารถดึง วาราน และ แวร์รัตติ มาร่วมทีมในตอนนั้นได้ นั่นหมายความว่าการใช้เวลาไปกับการล่าทั้งคู่มันมีโอกาสสูงที่จะเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ และทีมควรจะไปให้ความสำคัญในด้านอื่นมากกว่า

นอกจากประเด็นที่ วาราน กับ แวร์รัตติ มีโอกาสย้ายทีมยากจน แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ควรจะไปเสียเวลาล่าตัวพวกเขาแล้วนั้น ที่จริงมันก็มีปัจจัยอื่นๆ ที่พอจะแสดงให้เห็นว่า วู้ดเวิร์ด ไม่ควรจะเสียเวลาไปกับการล่าลายเซ็นทั้งคู่ตั้งแต่แรกด้วย

ถึงแม้ว่า แวร์รัตติ จะมีฝีเท้าดี และการยืนคู่กับ ปอล ป็อกบา ก็น่าจะถือเป็นคู่กองกลางในฝันของ “เร้ด อาร์มี่ หลายคน” แต่ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2018 แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังมี อันเดร เอร์เรร่า ให้เลือกใช้งานอยู่

แน่นอน เรื่องฝีเท้าโดยรวมแล้ว เอร์เรร่า สู้กับ แวร์รัตติ ไม่ได้ แต่ตอนนั้นดาวเตะชาวสแปนิชก็ยังอยู่ในช่วงที่พอจะฝากผีฝากไข้ได้ในระดับหนึ่ง และที่จริงตอนนั้น วู้ดเวิร์ด จะพยายามไปโน้มน้าวใจให้ เอร์เรร่า ต่อสัญญาก็ยังได้ แต่เขากลับมองข้ามถึงเรื่องนั้น

ขณะที่ วาราน ถือเป็นกองหลังฝีเท้าดีคนหนึ่งก็จริง และมันก็ตรงกับความต้องการของ มูรินโญ่ ที่ต้องการให้ทีมซื้อกองหลังคนใหม่มาร่วมทัพเพื่อแก้ไขปัญหาเกมรับ แต่ดาวเตะชาวฝรั่งเศสไม่ได้อยู่ในข่ายที่เขาต้องการ โดยคนที่เขาอยากได้มีอย่างเช่น แฮร์รี่ แม็กไกวร์, คาลิดู คูลิบาลี่, มิลาน สคริเนียร์, ดีเอโก้ โกดิน และ เยโรม บัวเต็ง เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น พอแห้วจาก วาราน แล้วนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่ได้เดินเครื่องล่ากองหลังคนไหนอีกเลยทั้งที่พวกเขามีเงินมากพอที่จะไปล่าคนอื่น โดยที่จริงเคยมีข่าวว่าในช่วงซัมเมอร์ของปี 2018 พวกเขาพร้อมให้เงินถึง 100 ล้านปอนด์เพื่อเป็นค่าตัวของ วาราน ขณะที่ แม็กไกวร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของ มูรินโญ่ สามารถย้ายทีมในตอนนั้นได้ด้วยค่าตัวที่ 75 ล้านปอนด์

เว็บ viva9988 ทาง เข้า ที่เหมือนเป็นตลกร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือสุดท้ายแล้วในช่วงซัมเมอร์ของปีนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต้องซื้อ แม็กไกวร์ อยู่ดี แถมยังจ่ายไป 80 ล้านปอนด์อีกต่างหาก

ว่ากันว่าหลังจากผ่านช่วงซัมเมอร์ปี 2018 ไปแล้วนั้น วู้ดเวิร์ด ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเสริมทัพอีก แต่มันก็อาจจะสายไปแล้วก็ได้ เมื่อพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่ตามมาจากเรื่องนั้น

 

Tags :

ทีมฟุตบอล อิตาลี เผยเรื่องเหยียดผิวไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้ในปัจจุบัน มันกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างที่สุดนะครับ โดยเฉพาะเมื่อโลกเราทุกวันนี้แคบลงมาก การกระทำใด ณ ที่ใดที่หนึ่งอาจจะถูกเผยแพร่กว้างขวางไปทั่วโลกภายในเวลาอันรวดเร็วเหลือเชื่อ

ทีมฟุตบอล บอกว่าคนบนโลกเริ่มมีความรู้สึกร่วมกัน เริ่มปรับจูนวัฒนธรรมเข้าหากัน ผ่านการแสดงความคิดเห็นและปฏิกิริยาต่างๆ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทางโลกโซเชียลปัญหาต่างๆ ที่เคยเป็นแค่ปัญหาระดับตำบล หมู่บ้าน หรือภายในประเทศก็อาจขยายวงลุกลามไปเป็นปัญหาระดับโลก เป็นอารมณ์ที่มีร่วมกันของคนทั้งโลก

ทีมฟุตบอล

เรื่องเหยียดผิวก็เป็นหนึ่งในนั้น ปัญหาถูกขยายออกไปจนกลายเป็นเรื่องสากล ประเทศไหนยังแก้ไขไม่ได้ก็จะถูกแรงบีบคั้นจากโลกภายนอก จะได้ผลขนาดไหนนั้นไม่รู้เพราะสุดท้ายก็เป็นเรื่องของนโยบายภายในประเทศนั้นๆ แต่การกดดันจากภายนอกมีขึ้นแน่นอน และอย่างน้อยมันก็ทรงพลังกว่าที่ผ่านมา

วงการฟุตบอลอิตาลีก็ยังแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ตก แฟนบอลหลายกลุ่มยังมีพฤติกรรมเหยียดผิวนักเตะผิวดำและผิวสี สองปีที่ผ่านมาสถิติแทบไม่ลดลงเลย มอยเซ่ เคน, แบลส มาตุยดี้, กาลิดู กูลิบาลี่ เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ฟร้องค์ เกสซีเย่, โรเมลู ลูกากู, ดัลเบิร์ต ในฤดูกาลนี้ ถึงขนาดนี้ จานนี่ อินฟันติโน่ ประธานฟีฟ่าเอ่ยปากตำหนิว่าไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเลย

เรื่องบางเรื่องก็แก้ไขยาก ยากด้วยเหตุผลหลากหลาย บางครั้งเป็นเรื่องความเชื่อที่ปลูกฝังกันมายุคสู่ยุค บางเรื่องเป็นด้วยธรรมชาติของคนที่นั้นๆ แต่สุดท้ายแล้วความเข้มงวดจริงจังของผู้ควบคุมกฎต่างหากที่สำคัญที่สุด ออกข้อบังคับที่ยุติธรรมไหม ให้ความเข้าใจที่เหมาะสมต่อผู้กระทำผิดหรือเปล่า หรือว่าตัวผู้คุมกฎนั้นแลที่เป็นเสียเอง

แน่นอนครับคนที่มีพฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็นคนส่วนน้อย ไม่เป็นที่ต้องการของสังคม โลกเราหมุนไปในทิศทางแบบนั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ แบร์นาร์โด้ ซิลวา และ ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์ ก็เป็นตัวอย่างล่าสุดแสดงให้เห็นว่ามันเป็นทิศทางนั้นจริงๆ คุณต้องระมัดระวังกับการแสดงออกในเชิงสีผิวให้มาก

มันอาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวแต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ก้าวข้ามไปสู่สังคมคนหมู่มากอย่างโลกออนไลน์แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องระหว่างเราอีกต่อไป

ยังมีจุดที่ต้องเกลี่ยให้ลงตัวกันต่อไปล่ะครับ กรณีของเบียร์โด้นั้นถูกกล่าวหาว่าแสดงพฤติกรรมเหยียดผิวและบุลลี่หรือรังแกนักบอลในทีมเยาวชนของนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด จนตัวเขาเองถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษลงโทษแบนห้ามยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมด้านฟุตบอล 32 สัปดาห์และถูกสโมสรไล่ออกจากตำแหน่งโค้ชทีมเยาวชน

กระนั้นในงานเสวนาแห่งหนึ่งที่นิวคาสเซิ่ลเมื่อวันก่อน เบียร์โด้ไปร่วมงานด้วยโดยเป็นหนึ่งในผู้เสวนาร่วมกับ เควิน คีแกน คริส ว็อดเดิ้ล และ เทอร์รี่ แม็คเดอม็อตต์ ที่ต่างก็เป็นตำนานของทีมสาลิกาดงทั้งสิ้นและปรากฏว่าได้รับการต้อนรับอย่างล้นหล

ผู้เข้าชมร่วม 700 คนลุกขึ้นยืนปรบมือให้เบียร์ดสลี่ย์ในช่วงที่พิธีกรแนะนำตัวรวมทั้งตอนที่กำลังจะเริ่มพูด พร้อมกับตะโกนร้องเพลง There’s only one Peter Beardsley เพื่อให้กำลังใจอดีตนักเตะขวัญใจของพวกเขา

หากเมื่อพิจารณาถึงข้อกล่าวหาที่ทำให้เขาถูกลงโทษแล้วก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเบียร์โด้ผิดจริง จะอ้างว่าเป็นเรื่องภายในสโมสรหรือเป็นวิธีการทำงานของตัวเองคงไม่ได้ เพราะการใช้คำว่า “monkey” หรือเล่นมุกเรื่องคนดำปีนต้นไม้ รวมทั้งมุกตลกถามอายุนักเตะผิวดำนั้นโดยบรรทัดฐานของสังคมแล้วคือการเหยียดผิวและบุลลี่ทั้งสิ้น

เบียร์ดสลี่ย์เป็นนักฟุตบอลในยุคทศวรรษที่ 80 ที่ยังเต็มไปด้วยความเข้มข้นนอกสนาม เหยียดผิว รังแก แฟนบอลตีกันเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ คนรักร่วมเพศยังเป็นที่รังเกียจของสังคม ความซึมซับของเขาเป็นอย่างนั้น

    ทำไมคนอย่างเบียร์ดสลี่ย์ที่เคยผ่านการถูกบุลลี่มาเช่นกันจะไม่รู้รสชาติของมัน ถามว่าเบียร์โด้รู้ไหมว่าคำพูดและการกระทำต่างๆ ของเขาเป็นเรื่องผิด เขาย่อมรู้ แต่เขาไม่ได้มีเจตนาที่จะเหยียดผิวจริงๆ มันเป็นแค่การพูดเล่นต่อเด็กๆ ที่เขาต้องดูแล จะเพื่อให้บรรยากาศครึกครื้นหรือเพื่อเหตุผลอื่นใดก็แล้วแต่ มันก็เป็นเรื่องภายในสโมสร เป็นวิธีการหนึ่งที่เขาเลือกใช้ในการทำงาน ไม่ได้ป่าวประกาศประจานเรื่องลิงเรื่องต้นไม้เรื่องอายุผ่านสื่อมวลชนหรือโลกออนไลน์

หากก็นั่นล่ะครับ เรื่องภายในก็อาจกลายเป็นเรื่องภายนอกได้ถ้าคุณทำผิดกับมัน ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของคนไม่ตั้งใจก็แล้วกัน

กรณีของ แบร์นาร์โด้ ซิลวา นั้นน่าพิศวงยิ่งกว่า เขาโพสต์ทวิตเตอร์เอารูปวัยเด็กของ เบนฌาแม็ง เมนดี้ วางคู่กับตัวการ์ตูนที่เป็นเด็กผิวดำ

มันกลายเป็นประเด็นใหญ่โตว่าดาวเตะโปรตุกีสเป็นพวกเหยียดผิว ทำร้ายความรู้สึกเพื่อนร่วมทีมจนเจ้าตัวต้องออกมาขอโทษและเขียนจดหมายชี้แจงพรีเมียร์ลีกวุ่นวาย

กรณีของแบร์นาร์โด้กับเมนดี้นั้น เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เจ้านายของทั้งคู่บอกว่ามันไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย ไม่มีอะไรเลยสักนิด ไม่ได้รู้สึกขัดเคืองกัน เพราะทั้งสองคนสนิทกันมาก

มันคือเรื่องตลก เป็นเรื่องโจ๊กที่แซวกัน อำกันระหว่างเพื่อนสนิท

แบร์นาร์โด้ กับ เมนดี้ นั้นอายุ 25 ปีเท่ากัน ย้ายมาร่วมทีมแมนฯ ซิตี้ พร้อมๆ กันเมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2017 แถมยังมาจากทีมเดียวกันคือโมนาโก

นั่นหมายความว่าทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมทีมกันมาตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 หนึ่งปีที่โมนาโกและอีกสามปีที่แมนเชสเตอร์

มีภาพความผูกพันระหว่างทั้งสองคนปรากฏให้เห็นเสมอ ซ้อมด้วยกัน กอดคอกัน หัวเราะกัน ฉลองประตูร่วมกัน ทำกิจกรรมของสโมสรร่วมกัน ให้กำลังใจกัน

เพราะฉะนั้นความสนิทสนมกันของทั้งคู่อยู่ในระดับเพื่อนสนิท ซี้ย่ำปึ้ก มีปัญหาอะไรก็คงจะปรึกษาปรับทุกข์กัน ไปมาหาสู่กัน

เป๊ปบอกแค่ว่า คนที่ด่าทอแบร์นาร์โด้ว่าเป็นพวกเหยียดผิวนั้นก็คือคนที่ไม่ได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของดาวเตะโปรตุกีสเลย ไม่รู้นิสัยใจคอเขาว่าเป็นคนอย่างไร

คนที่ด่าแบร์นาร์โด้ด้วยถ้อยคำหยาบคายทั้งหลายก็ไม่ใช่คนในสโมสรที่ได้เห็นความเป็นคู่ซี้กันระหว่างทั้งสองคน แล้วก็มาตราหน้ากองกลางร่างเล็กว่าเป็นคนชั่วคนเลวเป็นไอ้พวกเหยียดผิวไปแล้วกับโพสต์ๆ เดียวที่พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้ที่มาที่ไปอะไรเลย

    สิ่งที่เป๊ปพูดก็เหมือนการเตือนสติคนบนโลกออนไลน์ว่า อย่าเพิ่งด่วนเชื่อหรือตัดสินใครเพียงเพราะเราเห็นอย่างนั้นหรือคนอื่นๆ ว่ากันมาอย่างนั้น

เมนดี้เองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับโพสต์ของแบร์นาร์โด้ ยังหัวเราะขำขันกันเหมือนเดิม ก็มันเป็นแค่เรื่องแซวกันของเพื่อน แต่อยู่ๆ ก็ถูกคนอื่นมาชี้หน้าด่าว่าไอ้นี่เหยียดผิว เอาเรื่องผิวดำเขามาล้อทำไม

ถ้าเป็นภาพแบบละครซิทคอม แบร์นาร์โด้ก็คงหันไปบอกว่า “เอ๊า! แล้วเมริงยุ่งอะไรด้วยเนี่ยยย”

แล้วเขาก็จะพบกับคำตอบว่า “จะให้ไม่ยุ่งได้ไง นี่มันเรื่องเหยียดผิวนะ เป็นเรื่องใหญ่ เมริงรู้มั้ยว่าเมริงอะกำลังบุลลี่เพื่อนเมริงอยู่ โลกวันนี้ไม่ควรมีเรื่องนี้แล้ว มันควรจะหมดไปได้แล้ว”

เชื่อเถิดครับว่ากรณีแบบนี้จะอย่างไรแบร์นาร์โด้ก็เป็นคนผิดในสายตาโลกโซเชียล เพราะเขาดันไปแตะเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างสีผิว ต่อให้เมนดี้ออกมารับหน้าแทนว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลยสักนิดก็ยังต้องมีบางคนบอกว่า “ไม่จริง! ลึกๆ แล้วเมริงต้องรู้สึกอยู่บ้างล่ะ”

เอ้อ.. มันก็ดีแฮะ กลายเป็นคนบนโลกออนไลน์รู้จักเมนดี้ดีกว่าเจ้าตัวเองเสียอีก ถึงล่วงรู้ว่าลึกๆ แล้วเมนดี้รู้สึกอย่างไร

จะว่าเพี้ยนมันก็เพี้ยนนะครับ โลกโซเชียลมีด้านดีๆ อยู่มากแต่ก็มีด้านเพี้ยนๆ แบบนี้เหมือนกัน แถมมีเยอะเสียด้วย

ทว่าจะให้ทำอย่างไรได้เล่าครับ ในเมื่อพื้นที่ตรงนั้นยังเป็นพื้นที่ที่เหลื่อมกันอยู่ระหว่าง เรื่องส่วนตัว กับ สาธารณะ สมดุลของมันก็เลยยังบิดๆ เบี้ยวๆ อยู่อย่างที่เห็น

มันคือพื้นที่ของการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว แต่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวที่อยากให้คนอื่นร่วมรับรู้

ขณะเดียวกันมันก็เป็นพื้นที่ที่สาธารณชนสามารถร่วมแชร์มุมมองต่อความคิดเห็นของเราได้ เพราะเราโยนความคิดนั้นลงไปสู่สายตาทุกคนแล้ว

ผมคิดว่ามันคือธรรมชาติของโลกใบนี้ ต้องคอยปรับสมดุลในเรื่องต่างๆ ให้เข้าที่ ซ้ายไปก็ปรับมาทางขวา หนาไปก็ปรับให้บางลง ปรับไปปรับมาเหมือนตาชั่งโบราณ

โลกโซเชียลก็คงกำลังปรับดุลนั้นอยู่เหมือนกัน

    เรื่องนี้สอนเราว่าโลกออนไลน์มีไม้บรรทัดของตัวเอง ไม่มีใครรู้เรื่องจริงหรอก บางเรื่องนั้นเราอาจไม่ผิดเลยก็ได้แต่ถูกสังคมตัดสินไปแล้วจากการกระทำเพียงเรื่องเดียวของเรา

กระนั้นเราก็ยิ่งต้องระวัง ต้องตระหนักให้มากถึงมากที่สุดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร ทวิตเตอร์ อินสตราแกรม หรือเฟซบุ๊คอาจจะเป็นพื้นที่ส่วนตัวแต่เมื่อเราโพสต์หรือแสดงความเห็นใดๆ ออกไปแล้วมันจะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอีกต่อไป

ทางนั้นเราเลือกเอง จากเรื่องที่ไม่มีอะไรเลยนั่นแหละแต่หากตระหนักว่าถ้าเผยแพร่ไปแล้วอาจจะมีปัญหาได้ ทางเลือกก็มีเพียง 2 ทาง

โพสต์ หรือ ไม่โพสต์

มันก็แค่นั้น ถ้าเลือกโพสต์ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา คุณแข็งแกร่งพอที่จะรับมันได้ไหม

ถ้าไม่โพสต์ คุณจะไม่เจอกับปัญหาปวดหัวแน่ๆ แต่จะอึดอัดหรือเปล่าที่ไม่ได้แสดงออกถึงทรรศนะของตัวเองหรือไม่ได้แบ่งปันรอยยิ้มให้เพื่อนๆ

นั่นล่ะครับคือสิ่งที่ทางเว็บ viva9988 ทาง เข้า จะบอกว่าการ แลกกัน ผลลัพธ์แตกต่างกัน เราเลือกได้ ถ้ารู้อยู่แล้วว่าทางข้างหน้ามีแต่หนามเรายังจะเดินผ่านทำไม

เรื่องบางเรื่องเป็นได้แค่เรื่องส่วนตัว ไม่เหมาะที่จะเป็นเรื่องส่วนรวม คุณสมบัติของมันมีแค่นั้น ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องนำออกมาสู่โลกกว้างให้รับรู้กันทุกคน..

Tags :

5 สิ่งที่ทาง บอกกับท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมมองเห็นจากเกมที่ ทีมบอล ไทยบุกอัด ‘อิเหนา’ ถึงถิ่นอากิระ นิชิโนะ ปรับระบบจาก 4-3-3 แบบมีกองหน้าตัวหลอกในนัดแรกมาเป็น 4-2-3-1 โดยถอย ‘เมสซี่เจ’ จากการเป็นกองหน้าตัวปลอมลงมาเป็นหน้าต่ำแล้วให้ ศุภชัย ใจเด็ด เป็นหน้าเป้า ขนาบข้างด้วยผู้เล่นที่มีความปราดเปรียวอย่าง สุภโชค สารชาติ กับ เอกนิษฐ์ ปัญญา ซึ่งผมชอบระบบการเล่นแบบมีศูนย์หน้าที่เป็นตัวเป็นตนแบบนี้มากกว่า

ถึงแม้ว่าหน้าเป้าอย่าง ศุภชัย จะไม่ค่อยมีบทบาทสักเท่าไหร่ แต่สามารถค้ำกองหลัง และช่วยให้เพื่อนร่วม ทีมบอล มี ‘เป้า’ ในแดนหน้าพลางกดดันเกมคู่แข่งขณะที่หน้าซ้ายและหน้าขวามีความคล่อง และเร็ว กล้าเล่น กล้ากระชาก เลี้ยงกินตัวคู่แข่งได้

ทีมบอล

คุณภาพของนักเตะไทยเหนือกว่าเจ้าถิ่นชัดเจนจึงครองบอลทำเกมรุก และหาจังหวะจบได้มากกว่า แถมมีโอกาสทำลายตาข่ายแบบ ‘จะแจ้ง’ ได้มากกว่าเกมแรกเยอะ

ปัญหาคือในการบุกนั้นยังทำได้ไม่ต่อเนื่องสักเท่าไหร่ บุกกดดันอยู่ดีๆ ก็หยุดไปดื้อๆ เป็นแบบนี้บ่อยครั้ง ขณะการประสานงานในแนวรุกก็ยังดูติดๆ ขัดๆ ภาพรวมในครึ่งแรกถือว่าน่าอึดอัดมิใช่น้อย

ช่วงต้นครึ่งหลัง อินโดฯ เริ่มต้นได้ดีกว่าเราด้วยซ้ำ แถมน่าจะได้ประตูขึ้นนำอย่างแรง แต่เอาดันโอกาสทองไปทิ้งถังขยะซะอย่างนั้น

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นจังหวะที่ต้องได้ประตู โดยไม่ได้รับอนุญาตให้พลาด หากขึ้นนำได้สำเร็จ ผลการแข่งขันอาจเปลี่ยนไปอีกแบบ แต่เพราะไม่เด็ดขาดทำให้พวกเขาถูกลงโทษสถานหนักเลยทีเดียว

ส่วนประตูนำของไทยก็ไม่ได้มาจากจังหวะที่บุกกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง แถมได้มาจังหวะที่ไม่คิดว่าจะยิงได้ด้วยซ้ำ ซึ่งต้องชม สุภโชค ที่ยิงได้ดีในระดับหนึ่งตรงกันข้ามกับนายทวารอิเหนาที่ดูจะเหวอๆ ชอบกลจนโดนแฟนบอลตัวเองโห่ตลอดทั้งเกม

ประตูขึ้นนำคือการปลดล็อค ประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก มิซ้ำ เมื่อผู้รักษาประตูเจ้าถิ่นดันมาทำฟาวล์จนเสียจุดโทษแบบโง่ๆ อีก ทุกอย่างก็จบเลย !!!

เกมนี้ สารัช อยู่เย็น เล่นได้เด่นกว่า เจ-ชนาธิป เชื่อมเกม คุมจังหวะพลางแจกจ่ายบอลโจมตีคู่แข่งสวยๆ หลายชอต แต่จำเป็นต้องมอบตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ให้ดาวเตะรุ่นน้องหมายเลข 7 ที่เหมา 2 ดอก แถมแอสซิสต์ได้อีก 1 สร้างความมั่นใจให้ตัวเองได้อีกโข

กองเชียร์เจ้าถิ่นเข้าไปในสนามน้อยผิดคาดอย่างน่าเกลียด บางทีอาจเพราะไม่พอใจในผลงานของทีมชาติตัวเอง หรือประท้วงสมาคมฟุตบอลของตัวเอง…ก็ว่ากันไป

ที่แน่ๆ คือพวกเขาโยนความได้เปรียบเรื่องเสียงเชียร์ที่สามารถกดประสาทผู้มาเยือนให้แข้งขาสั่นทิ้งไปหมดเลย มันจึงยิ่งทำให้นักเตะไทยเล่นได้อย่างสบายอุรามากขึ้น ทั้งที่ตอนแรกคืดว่ามันน่าจะเป็นนรกสำหรับทีมเยือน

ชัยชนะ 3-0 เป็นสกอร์ที่ถือว่าสูงเกินกว่าที่คาดนะครับ แถมแข่งมา 2 นัดยังไม่เสียประตูอีกต่างหาก

แต่กรุณาอย่าเพิ่งหลงระเริง เพราะอย่างที่บอกนั่นแหละว่า อินโดฯ และนาทีนี้เป็นทีมที่คุณภาพต่ำกว่าเรา มิหนำแฟนบอลของพวกเขาดันไม่ยอมใช้ความเป็นเจ้าบ้านให้ทีมชาติตัวเองได้เปรียบอีกต่างหาก

จังหวะยิงจ่อๆ ถ้าเปลี่ยนเป็น ยูเออี เราอาจเด๊ดห่าไปแล้วก็เป็นได้

เว็บ holiday palace เข้าไม่ได้ ออกมาบอกว่าเกมรับที่ยังไม่เสียประตู เพราะเกมแรก เวียดนาม เจตนามาเอาเสมอชัดเจน ขณะที่เกมนี้ อินโดฯ ก็ไม่มีความเด็ดขาดเองทั้งที่น่าจะได้ประตูอย่างที่สุด

Tags :

การแข่งขันของ ทีมบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2019/20 กำลังจะกลับมาสร้างความระทึกใจให้กับแฟนลูกหนังอีกครั้ง โดยจะมีการจับสลากแบ่งสายในวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคมนี้ ที่สำคัญ 4 สโมสรชั้นนำในประเทศอังกฤษ มีลุ้นที่จะต้องเจองานหนักเพราะอาจจะต้องอยู่ในกลุ่มแห่งความตาย หรือ “กรุ๊ป ออฟ เดธ” เลยทีเดียว

ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ท็อปโฟร์จากเมืองผู้ดีปักธงรบเพื่อตะลุยในเกมลูกหนังถ้วยใบโตยุโรป โดยเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา “หงส์แดง” กับ “ไก่เดือยทอง” ทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศ และเป็น ทีมบอล ของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่คว้าแชมป์รายการนี้ไปครอบครอง

ทีมบอล

สำหรับการแข่งขันในซีซั่น 2019/20 ดูเหมือนว่า สเปอร์ส เป็นสโมสรจากประเทศอังกฤษเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสได้เจอกับงานสุดหินที่สุดเมื่อพวกเขาไม่ได้อยู่ในโถ 1 นั่นจะทำให้ทีมของกุนซือเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อาจจะต้องเจอกับยักษ์ใหญ่หลายทีมในยุโรป

ขณะที่ ลิเวอร์พูล ซึ่งมุ่งมั่นที่จะป้องกันแชมป์ถ้วยหูกางให้ได้, “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี เจ้าของแชมป์ยูฟ่า ยูโรปา ลีก และ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขสโมสรจากประเทศเดียวกัน จะไม่พบกันเองในรอบแบ่งกลุ่ม รอบแรก ก็มีสิทธิ์ที่จะต้องเผชิญหน้ากับการอยู่ในกลุ่มแห่งความตายเช่นกัน (แต่ไม่โหดเหมือนสเปอร์ส)

สถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดในกรณีของ “เดอะ เร้ดส์”, แมนฯ ซิตี้ และทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด จะต้องเจอกับคู่แข่งสุดแกร่งก็คือการอยู่ร่วมกลุ่มกับ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เจ้าของโทรฟี่ “บิ๊กเอียร์” 13 สมัย, “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน และ ไลป์ซิก

ด้าน บาร์เซโลน่า แชมป์ ลา ลีกา สเปน, ยูเวนตุส แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์ ลีก เอิง และ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก

ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาไม่ต้องเจอกับท็อปทรีจากเมืองผู้ดีเนื่องจากพวกเขาอยู่ร่วมกันในโถ 1 ส่วน สเปอร์ส มีโอกาสที่จะต้องเจอกับหนึ่งในสโมสรเหล่านี้

สำหรับ เรอัล มาดริด, แอตเลติโก มาดริด, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, นาโปลี, ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค, อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และ เบนฟิก้า

สโมสรเหล่านี้อยู่ร่วมกับ สเปอร์ส ใน โถ 2 ทำให้พวกเขาไม่ต้องเจอกันแน่นอน รวมทั้ง ลิเวอร์พูล, เชลซี และ แมนฯ ซิตี้ ในรอบแบ่งกลุ่มเพราะเป็นทีมจากประเทศเดียวกัน

อย่างไรก็ตามทางเว็บ วิธีเล่น holiday palace ก็มีทั้ง 3 โถ ยังไม่สามารถยืนยันได้ทั้งหมดในเวลานี้เนื่องจากการแข่งขันในรอบคัดเลือกยังไม่เสร็จสิ้น เพราะยังอยู่ในช่วงเพลย์ออฟ นัดสอง โดย อาแจ็กซ์ ยังต้องลุ้นหนักเพราะเกมแรก เสมอ อาโปเอล 0-0 ขณะที่ ดินาโม

ซาเกร็บ ชนะ โรเซนบอร์ก 2-0 ด้าน สลาเวีย ปราก ชนะ ซีเอฟอาร์ คลูจ์ 1-0 และ ยัง บอยส์ เสมอ เรดสตาร์ เบลเกรด 2-2 ตามด้วย คลับ บรูช ชนะ แอลเอเอสเค ลินซ์1-0 และ โอลิมเปียกอส ถล่ม คราสโนดาร์ 4-0

Tags :

ทีม ฟุตบอล “หงส์แดง” ปิดฉากปรีซีซั่นปี 2019 เป็นที่เรียบร้อยหลังเมื่อคืนที่ผ่านมาเอาชนะนัดสุดท้ายในเกมพบกับ โอลิมปิก ลียง ซึ่งคิวต่อไปพวกเขาจะต้องทำศึกคอมมิวนิตี้ ชิด์ กับแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปรีซีซั่นครั้งนี้เราได้เห็นสิ่งที่เป็นเรื่องดีและสิ่งที่เป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับ ลิเวอร์พูล เรามาสรุปผลงานปรีซีซั่นของหงส์แดงกัน

ทีม ฟุตบอล หาช่วงปรีซีซั่น เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องเจอกับปัญหาผู้เล่นขาดแคลนเมื่อตัวหลักหลายคนไม่ว่าจะเป็น นาบี เกอิต้า, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, อลีซง เบ็คเกอร์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ต่างติดภารกิจทีมชาติ นั่นทำให้กุนซือชาวเยอรมันต้องเลือกใช้ดาวรุ่งเป็นส่วนใหญ่ มีหลายเกมที่เล่นกันได้อย่างไหลลื่นแต่ก็มีหลายเกมที่ติดๆขัดๆเช่นกัน
ทีมฟุตบอล

สิ่งที่เราได้เห็นคือแข้งตัวสำรองยังคงมีประสิทธิภาพห่างชั้นกับตัวจริงค่อนข้างมากโดยเฉพาะเมื่อเจอกับทีมใหญ่อย่าง ดอร์ทมุนด์, เซบีย่า, ลิสบอน หรือ นาโปลี หงส์แดงเสียประตูไปถึง 10 ประตูเมื่อเจอกับทีมพวกนี้ แต่มองในแง่ดียังมีแนวรุกที่ทำผลงานยอดเยี่ยมยิงไปถึง 17 ประตูด้วยกัน

แข้งดาวรุ่งฟอร์มเด่นควรดันชุดใหญ่

รีอาน บรูวส์เตอร์

กองหน้าวัย 19 ปีถือเป็นแข้งที่ฟอร์มโดดเด่นมากในช่วงปรีซีซั่น เขาซัดไปทั้งหมด 4 ประตู ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการยิงจุดโทษใส่ ดอร์ทมุนด์ เสียด้วย เขาเป็นนักเตะที่เป็นเพชรฆาตโดยแท้ ยืนถูกที่ถูกเวลาและยังเข้าหาบอลได้รวดเร็ว เขาน่าจะสร้างความหลากหลายในแนวรุกให้กับหงส์แดง เชื่อว่า คล็อปป์ จะเก็บเขาไว้เป็นแบ็คอัพให้กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เมื่อเปิดฤดูกาลแน่นอน

แฮร์รี่ วิลสัน

ดาวเตะวัย 22 ปีรายนี้อาจจะไม่ได้เล่นดีทุกนัดช่วงปรีซีซั่นแต่โดยรวมก็ถือเป็นฟอร์มที่น่าประทับใจโดยเฉพาะเกมเมื่อคืนที่ผ่านมาที่เขาตะบันสุดสวยใส่ โอลิมปิก ลียง เจ้าตัวยังไม่เคยได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีก แต่ฤดูกาลที่แล้วเขาซัดไปถึง 18 ประตูในการยืมตัวกับ ดาร์บี้ น่าจะถึงเวลาแล้วที่เราจะได้เห็นนักเตะคนนี้อยู่ในทีมชุดใหญ่เสียที

ยาสเซอร์ ลารูซี่

แข้งดาวรุ่งตัวริมเส้นฝั่งซ้าย ทำผลงานได้โดดเด่นทุกนัดที่ลงสนาม ความเร็ว ทักษะการเลี้ยงบอล และการเลี้ยงกินตัว ถือว่าสอบผ่าน เดิมทีเจ้าหนูแอลจีเรีย รายนี้ เล่นในบทบาทตัวรุก แต่เจอร์เก้น คล็อปป์ จับถอยมาเล่นแบ็กซ้าย ซึ่งผลงานโดยรวม คงทำให้คล็อปป์ มั่นใจว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อใครเพื่อมาเป็นตัวสำรองของแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

คี ยานา-ฮูแฟร์

อีกหนึ่งดาวรุ่งดัตช์ ที่เพิ่งเซ็นสัญญาอาชีพกับลิเวอร์พูลเมื่อไม่มีกี่วันก่อน ฮูแฟร์ เล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรับทั้งเซ็นเตอรฮาล์ฟ และวิงแบ็ก ซึ่งในเกมล่าสุดกับโอลิมปิค ลียง เจ้าตัวได้ลงเล่นในตำแหน่งแบ็กขวา ซึ่งผลงานที่ออกมานั้น ถือว่ายอดเยี่ยมจนหลายคนต้องเอ่ยปากชม

ในขณะที่เนธาเนี่ยล ไคลน์ ได้รับบาดเจ็บจนต้องพักยาว โอกาสในการขึ้นทีมชุดใหญ่ของเขาก็มีมากขึ้น ซึ่งก็ต้องดูว่าคล็อปป์ จะเปิดโอกาสให้เด็กคนนี้มาน้อยแค่ไหน

แข้งที่ต้องปรับปรุงฟอร์ม

อดัม ลัลลาน่า

เว็บ aqua2277 ข่าวสื่อต่างประเทศบอกว่ามิดฟิลด์วัย 31 ปีใช้เวลาส่วนใหญ่ในแอนฟิลด์บนม้านั่งสำรอง ซึ่งเขาก็มักจะมีอาการบาดเจ็บรบกวนจนทำให้สภาพความฟิตไม่เต็มร้อยตลอด เขาออกสตาร์ทตัวจริงแค่ 9 เกมตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ช่วงปรีซีซั่นครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการเรียกความฟิตของเจ้าตัวกลับมาอีกครั้ง มีสองเกมที่ คล็อปป์ พยายามจับเขาไปเล่นบทบาทใหม่ในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวโฮลดิ้ง แต่ก็ดูเหมือนจะยังโชว์ฟอร์มไม่ออกเช่นเคย ขณะที่เมื่อไปทัวร์อเมริกาเจ้าตัวได้ลงเล่นแค่ 14 นาทีเท่านั้น  หากฤดูกาลนี้ฟอร์มของเขายังไม่กระเตื้อง อาจจะถึงเวลาที่ต้องถูกขายออกจากทีมแล้ว

Tags :

แทบทุกคนเห็นตรงกันว่าการได้เพียง แดเนี่ล เจมส์ ปีกดาวรุ่งทีมชาติเวลส์ และอารอน วาน-บิสซาก้า แบ็กขวาชาวอังกฤษ มาร่วมทัพทีมบอล มันยังไม่เพียงพอสำหรับการทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2019-20 ได้ ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ก็รู้ถึงข้อนั้นเป็นอย่างดี

จนถึงตอนนี้ ทีมบอล แมนฯ ยูไนเต็ด ยังตกเป็นข่าวตามล่านักเตะของทีมอื่นอีกหลายรายด้วยกัน ซึ่งในบรรดานั้นมีอยู่ 2 คนที่เป็นประเด็นน่าสนใจ นั่นคือ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลาง สปอร์ติ้ง ลิสบอน

ทีมแกร่งจากศึก พรีเมยร่า ลีกา โปรตุเกส และ เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช มิดฟิลด์ชาวเซอร์เบียของ ลาซิโอ สโมสรชั้นนำของเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี

ทีมบอล

โซลชา มองว่าตอนนี้ทีมของตนต้องการมิดฟิลด์ตัวกลางชั้นยอดไปร่วมทัพ ซึ่งจากการที่ทั้งคู่ต่างก็มีค่าตัวสูงระยับมันก็ทำให้หมายความว่า แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะเลือกซื้อได้เพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น มันจึงนำไปสู่ประเด็นที่น่าสนใจว่าคนไหนที่น่าซื้อมากกว่ากัน ?

– บรูโน่ แฟร์นันด์ส
หลายวันก่อนหน้านี้แข้งวัย 24 ปี ไม่ได้มีข่าวกับเฉพาะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เท่านั้น โดยที่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, ลิเวอร์พูล และ ยูเวนตุส ก็เคยตกเป็นข่าวกับดาวเตะชาวโปรตุกีสเช่นกัน ก่อนที่กระแสข่าวทั้งหลายจะชี้ไปยังทิศทางเดียวกันว่าตอนนี้ “ปีศาจแดง” เป็นเต็ง 1 ที่จะได้เขาไปร่วมทัพ

มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ก่อนหน้านี้จะมีหลายทีมให้ความสนใจในตัว แฟร์นันด์ส เพราะในฤดูกาล 2018-19 เขาโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมสุดๆ ด้วยการทำไปถึง 32 ประตู กับอีก 18 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 53 นัดในทุกรายการ แถมเขายังช่วยให้ทีมชาติโปรตุเกสได้แชมป์ ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ไปครองด้วย

ทั้งนี้ ที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่ว่า แฟร์นันด์ส เพิ่งมาเล่นได้ดีแค่ฤดูกาลเดียวด้วย เพราะถ้าย้อนไปในซีซั่น 2017-18 แล้วล่ะก็ ถึงแม้เขาจะทำประตูไป 16 ลูก จากการลงเล่น 56 นัดในทุกรายการ ซึ่งถือว่าน้อยกว่าฤดูกาลล่าสุด แต่ในซีซั่น 2017-18 เขาก็ทำแอสซิสต์รวมในทุกรายการได้ถึง 20 หน มากกว่าฤดูกาล 2018-19 อยู่ 2 ครั้ง

ถ้าเทียบผลงานด้านสำคัญๆ ในฤดูกาลล่าสุดระหว่าง แฟร์นันด์ส กับ มิลินโควิช-ซาวิช แล้วนั้น มันก็ปรากฎว่า แฟร์นันด์ส ทำได้ดีกว่าอีกฝ่ายหลายด้านจนทำให้ดูเป็นนักเตะที่น่าจะควักเงินซื้อมากกว่า มิลินโควิช-ซาวิช อย่างเช่นการผ่านบอลจังหวะสำคัญในลีกที่เขาทำได้ 3.2 หนต่อนัด ขณะที่อีกฝ่ายทำได้ 1.5 หนต่อเกม

– เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช
ตอนที่ ลาซิโอ ดึงตัว มิลินโควิช-ซาวิช มาจาก เกงค์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2015 ดาวเตะเลือดเซิร์บยังเป็นเพียงดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองเท่านั้น แต่ตอนนี้แข้งวัย 24 ปี ก็เป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งของทีมไปเป็นที่เรียบร้อย

มิลินโควิช-ซาวิช ได้รับการยกย่องจากหลายคนว่าเป็นมิดฟิลด์ที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง เขามีทั้งคุณภาพที่ดีในการเล่นเกมรุก และมีสรีระทางร่างกายที่พอจะช่วยเกมรับได้เช่นกัน โดยเฉพาะการที่เขาสูง 191 เซนติเมตร ซึ่งมันก็ทำให้บางคนนำเขาไปเปรียบเทียบกับคนอย่าง ซีเนดีน ซีดาน และ ยาย่า ตูเร่ ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลล่าสุดก็ต้องยอมรับว่า มิลินโควิช-ซาวิช มีผลงานดร็อปลง หลังจากเขาทำไป 7ประตู กับ 3 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในทุกรายการ 41 นัด ต่างกับซีซั่น 2017-18 ที่เขาทำไป 14 ประตูกับ 7 แอสซิสต์ อย่างเห็นได้ชัด

ถ้าจะมีปัจจัยไหนที่ทำให้ มิลินโควิช-ซาวิช ดูเป็นนักเตะที่น่าซื้อมากกว่า แฟร์นันด์ส คงจะเป็นเปอร์เซ็นต์การผ่านบอลในลีกที่เขาทำได้ดีกว่าดาวเตะชาวโปรตุกีส ที่จำนวน 79.6 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ แฟร์นันด์ส มีผลงานด้านนี้ที่ 75.1 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ มิลินโควิช-ซาวิช

ยังมีภาษีที่ดูดีกว่าในด้านการเล่นในลีกใหญ่มาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเคยมีฤดูกาลที่ทำผลงานได้สุดยอดในลีกระดับ เซเรีย อา ด้วย ขณะที่ แฟร์นันด์ส ถึงแม้จะเคยเล่นใน เซเรีย อา กับ อูดิเนเซ่ กับ ซามพ์โดเรีย มาก่อน

สรุป : แฟร์นันด์ส กับ มิลินโควิช-ซาวิช ต่างก็มีข้อดี-ข้อเสียกันคนละด้าน แฟร์นันด์ส กำลังทำผลงานได้ดีกว่าอีกฝ่ายอย่างมาก ขณะที่ มิลินโควิช-ซาวิช พิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่าเขาพอจะเล่นในลีกระดับใหญ่ได้

ต่างกับ แฟร์นันด์ส ที่ทำผลงานได้ดีในลีกสูงสุดของโปรตุเกสซึ่งถ้าว่ากันตามตรงแล้วคุณภาพโดยรวมยังสู้กับ 5 ลีกใหญ่ของทวึปยุโรป (ลีกอังกฤษ, อิตาลี, สเปน, เยอรมนี และ ฝรั่งเศส) ไม่ได้

อย่างไรก็ตามทางเว็บ holiday palace สมัคร ก็ออกมาบอกต่อว่าทาง มิลินโควิช-ซาวิช มีค่าตัวที่สูงระยับเกินไป การเสียเงินมากขนาดนั้นเพื่อกองกลางแค่คนเดียวดูจะเป็นการลงทุนที่ไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด

ต้องแบ่งงบไปใช้ล่ากองหลังด้วย ดังนั้นแล้วการเสี่ยงซื้อ แฟร์นันด์ส จึงเป็นทางเลือกที่ดูดีกว่า ต่อให้ฟอร์มอันยอดเยี่ยมของเขาจะเกิดขึ้นในลีกโปรตุเกสก็ตาม

Tags :

อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาชื่อก้อง ตีข่าว บอร์ดบริหารของ ทีมฟุตบอล แมนฯ ยูไนเต็ด อนุมัติงบเสริมทัพเบื้องต้นในช่วงซัมเมอร์นี้ให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือของทีมแค่ 100 ล้านปอนด์ โดยถ้าอยากจะได้เพิ่มก็ต้องขายนักเตะให้ได้ซะก่อน

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการ ทีมฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรชั้นนำแห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้รับงบประมาณเสริมทัพในเบื้องต้นของช่วงซัมเมอร์นี้จากบอร์ดบริหารเป็นจำนวน 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,100 ล้านบาท) ตามการเปิดเผยของ อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาระดับโลก

ทีมฟุตบอล

โซลชา ตั้งใจที่จะยกเครื่องขุมกำลังของทีมครั้งใหญ่ หลังจากที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีผลงานที่เลวร้ายในพักหลังจนถึงขั้นจบฤดูกาลแบบมือเปล่ามา 2 ซีซั่นติดต่อกันแล้ว

ขณะที่ในฤดูกาล 2018-19 พวกเขาก็เป็นเพียงอันดับ 6 ในลีกเท่านั้นด้วย ซึ่งที่ผ่านมา “ปีศาจแดง” ก็มีข่าวกับแข้งหลายราย อย่างเช่น อารอน วาน-บิสซาก้า, บรูโน่ แฟร์นานเดส และ คาลิดู คูลิบาลี่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด อีเอสพีเอ็น ระบุว่าบอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด อนุมัติงบเบื้องต้นสำหรับการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้เพียง 100 ล้านปอนด์ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้เงินเลยจากการเสียทั้ง อันเดร์ เอร์เรร่า และ อันโตนิโอ วาเลนเซีย ที่กำลังจะบอกลาทีมแบบฟรีๆ ทันทีที่สัญญาหมดลงในวันที่ 30 มิถุนายนนี้

ทั้งนี้ ลินการ์ด ตัดสินใจที่จะถ่ายคลิปในวันที่ต้องออกจากโรงแรมด้วย ซึ่งในคลิปนั้นเขาก็พูดหยาบคายแบบดังสนั่นโดยที่ไม่สนใจคนอื่นๆ แถมสภาพห้องพักก็ยังเละเทะสุดๆ และที่เป็นประเด็นร้อนที่สุดคือเขาถ่ายคลิปชอตที่ แบรนเกอร์ ทำท่าขย่มบนเตียงแบบคนมีเพศสัมพันธ์ด้วย ซึ่งแข้งดีกรีทีมชาติอังกฤษก็ถูกอกถูกใจสุดๆ กับการกระทำของเพื่อนซี้ของเขา

คลิปที่ว่านี้ทำเอาแฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด หลายคนไม่พอใจสุดๆ จนออกมาตำหนิ ลินการ์ด อย่างหนัก อย่างเช่น “เขาต้องโตเป็นผู้ใหญ่สักที! การได้เงินมากมายก่ายกองมันมีโอกาสส่งผลให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้! เราต้องการ เฟอร์กี้ (เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด) ให้มาจัดการกับเด็กๆ เหล่านี้ในห้องแต่งตัว!

ให้ตายเถอะ” และ “น่าอับอายสิ้นดี นักเตะอย่าง (สกอตต์) แม็คโทมิเนย์ อาจจะไม่ใช่นักเตะระดับโลก แต่ฉันก็ขอเลือกดูเขาลงซ้อมมากกว่ามานั่งดูไอ้พวกตัวตลกเหล่านี้มานั่งโม้ถึงเรื่องทิวทัศน์” และ “ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไม ลินการ์ด ถึงรู้สึกว่าเขาต้องทำอะไรแบบนี้ จริงอยู่ว่าเขาจะทำอะไรก็ได้ในวันหยุดของตัวเอง แต่เขาน่ะอยู่กับหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกด้วยนะ เรื่องพรรค์นี้มันไม่ได้เป็นผลดีต่อเขาเลย” เป็นต้น

เเต่เว็บ ทางเข้าเอเย่น ฮอลิเดย์ สังเกตุดห็นว่าขณะที่ในช่วงต้นปี 2019 พวกเขาก็ขาย มารูยาน เฟลไลนี่ กองกลางชาวเบลเยียมให้ ซานตง ลู่เหนิง ด้วยค่าตัวเพียงแค่ 10.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 430.5 ล้านบาท) เท่านั้น

ถ้าหากเป็นความจริง นั่นก็หมายความว่าตอนนี้ โซลชา มีงบช็อปเหลือ 85 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,485 ล้านบาท) หลังจากก่อนหน้านี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ดึงตัว แดเนี่ยล เจมส์ ปีกดาวรุ่งมาจาก สวอนซี ซิตี้ ด้วยค่าตัวในเบื้องต้น 15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 615 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม โซลชา ก็ยังมีโอกาสเพิ่มงบประมาณการเสริมทัพได้อยู่

ถ้าหากสามารถขายนักเตะบางส่วนออกไปได้ในช่วงซัมเมอร์นี้ อย่างเช่น ปอล ป็อกบา, โรเมลู ลูกากู และ ดาบิด เด เคอา เป็นต้น

อีเอสพีเอ็น เสริมว่าผู้บริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด มองว่าถ้าทีมยังเก็บทั้ง ลูกากู, ป็อกบา และ เด เคอา เอาไว้ได้ หรืออย่างน้อยถ้ารั้งตัว 2 คนหลังเอาไว้ได้แล้วล่ะก็

แข้งเหล่านั้นก็น่าจะประสานงานกับบรรดานักเตะวัยหนุ่มที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ความสนใจอยู่ได้เป็นอย่างดี พร้อมทำให้ทีมมีขุมกำลังดีพอสำหรับการติด 4 อันดับแรกของตารางคะแนนในซีซั่นหน้า

Tags :

การซ้อมของ ทีมบอล เอเวียง,ฝรั่งเศส-ท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุ นาฬิกาทุกคนตั้งปลุกพร้อมกัน 6 โมงเช้าโดยมีเวลาเพียงชั่วโมงเดียวในการทำภาระกิจของตัวเอง ถึงเวลานัดหมายทุกคนมารอกันอย่างใจจดจ่อเพราะตระหนักกันดีว่าต้องตั้งใจเท่านั้นเพื่อการแย่งตำแหน่งรวมถึงพุ่งไปที่เป้าหมาย

ทีมบอล เอเวียง,ฝรั่งเศส  เริ่มด้วยการวิ่งไปรอบๆโรงแรมซึ่งวางอยู่ตรงตีนหุบเขา จากนั้นก็ปั่นจักรยานต่อโดยที่พักเที่ยงรับประทานอาหารแล้ว ก็มีเสียงดังขึ้นตรงหัวโต๊ะ “หากพวกคุณคิดว่ามันเหนื่อยแล้ว ขอให้เบาใจได้เลยเพราะเย็นนี้คงรู้สึกเหนื่อยกว่านี้หลายเท่า”

ทีมบอล

ใช่ การซ้อมมื้อเย็นถูกวางไว้โดยที่นักเตะไม่ทราบ มันเป็นคิวที่เพิ่มมาจากการประชุมของกลุ่มสตาฟฟ์เพื่อทดแทนช่วงที่ต้องบินไปทำศึกที่สหรัฐอเมริกาตามคำสั่งของสปอนเซอร์ ทว่าการมาเก็บตัวที่เมืองเล็กๆของแดนน้ำหอมจะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้ามาเลยยกเว้น “ทีมชุดใหญ่ลิเวอร์พูล”

กินอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน นักเตะใหม่ได้ปรับตัวคุ้นสภาพ เหงื่อแลกด้วยเหงื่อ ใครบางคนเริ่มยิ้มมุมปาก “เรามีทีมทีดีกว่าปีที่แล้ว เราจะพยายามไปให้ไกลที่สุด”

นั่นเป็นบางรอยย่ำตอนต้นเดือนสิงหาคม…

หมุนเข็มนาฬิกากลับไป ก่อนเกมนัดสองที่ลิเวอร์พูลยกพลไปมิวนิค ในห้องโถงของโรงแรมห้าดาวมีการนัดคุยกันก่อนศึกสำคัญ ตอนนั้นว่ากันตามตรงฟอร์มของทีมก็ไม่ได้แย่เพียงแต่มันมีความคิดกันไปเอง ความมั่นใจเริ่มถดถอยบ้าง นั่นทำให้คนเป็นโค้ชอย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ต้องทำอะไรสักอย่าง

เกมแรกผลจบ 0-0ที่แอนฟิลด์

    คล็อปป์พูดกับทุกคนว่า “มันคล้ายกับเกมที่พวกเราเสมอแมนฯซิตี้ในบ้าน เราทำให้ยอดทีมต้องเล่นด้วยความระวัง พวกเขาไม่กล้ามาเปิดแลกเรา พวกเขาเหมือนพอใจที่จะได้แค่ผลเสมอกับพวกเรา จดไว้นั่นแสดงว่าเราพัฒนาขึ้นมาเท่าไรแล้ว เราเป็นทีมที่ดีมากๆ”

ใช่ครับ คืนถัดไปบทเพลง Allez Allez Allez กระหึ่มอลิอานซ์ อารีน่า ลิเวอร์พูลบุกหักหัวเสือใต้ 3-1 ทะยานเข้ารอบตัดเชือกถ้วยบิ๊กเอียร์

สองเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ต่างกันของเส้นทางสโมสรหนึ่งที่เพิ่งประกาศศักดาเป็นเจ้ายุโรปสมัยที่ 6 โดยมันไม่ได้มาโดยง่ายแค่การทุ่มซื้อสองนักเตะอย่างที่หลายคนกล่าว ทว่ามันมาจากการวางแผน การซุ่มซ้อมหนักหน่วงจนสำคัญที่สุดต้องมีการงัดจิตวิทยามาถูกจังหวะ-เวลาของโค้ช

อลิสซง เองที่เมื่อคืนวันเสาร์โชว์เซฟสวยๆหลายหน บางคนถึงกับเลือกใช้ประโยคว่า “ปีก่อนหงส์ชวดแชมป์เพราะโกลแต่ปีนี้หงส์ได้แชมป์เพราะโกล”

นายทวารทีมชาติบราซิลบินมาร่วมแค้มป์ตอนสิงหาคม แค้มป์ก็ที่เอเวียง ประเทศฝรั่งเศสนั่นแหละเนื่องจากได้พักนานกว่าคนอื่นจากการไปกรำศึกเวิลด์ คัพ มา

คล็อปป์ เองรู้ว่างานแรกคือต้องทำให้ “คนหน้าใหม่” เป็น “คนหน้าเดียวกัน” ให้เร็วที่สุด เขาได้กำชับให้ โรเบร์โต้ ฟิร์มิโน่ เข้าไปเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ ทำอย่างไรก็ได้ให้ อลิสซง ไม่รู้สึกเคอะเขินกับทีม เพราะซีซั่นใหม่กำลังเปิดอีกไม่กี่วันแล้ว ข้อนี้ก็เป็นเรื่องเดียวกันกับตอน ฟาบินโญ่ หรือใครเข้ามา

    “บางทีมคุณจะรู้สึกว่านักเตะหลายคนต่างคนต่างอยู่ นั่งกินข้าวคนเดียว เลิกการซ้อมก็แยกไปคนเดียวแต่สิ่งนี้ไม่มีให้เห็นที่นี่ ผมมาแล้วได้แต่คิดว่านี่มันครอบครัวใหม่ชัดๆ” ผู้รักษาประตูเจ้าของค่าหัว 65 ล้านปอนด์กล่าวเอาไว้

เพราะมีตัวอย่างมากมาย ซื้อนักเตะแพงๆมา ความคาดหวังสูงแต่ปรับตัวกับทีมไม่ได้…

ก่อนค่ำคืนที่ยืนยันถึงความสามารถของ คล็อปป์ ก็มีคำถามถาโถมสู่เขาเยอะ เนื่องจากต่อให้พัฒนาสโมสรตราหงส์ยอดเยี่ยมเพียงใดแต่ทีมก็ยังไร้โทรฟี่

    เขาเองยักไหล่พูดก่อนบินมานครมาดริด “ผมเองทำทีมด้วยปรัชญาของผม เหมือนตอนอยู่ ไมนซ์ และ ดอร์ทมุนด์ เราต้องมีทีมที่เป็นก้อนเนื้อเดียวกัน ผมผิดหวังแน่ที่เรากวาดได้97แต้มแต่ก็ยังไม่มากพอคว้าแชมป์ลีก แต่ทำไงได้ อย่างน้อยผมกลับบ้านไปก็มีความสุขคืนได้เมื่อได้เจอครอบครัวที่รออยู่ ชีวิตเราต้องการตรงนี้”

คำว่า”Charisma”ซื้อขายกันไม่ได้ สอนกันไม่ได้ มันถูกสร้างขึ้นมาเองกับคนบางคน

นอกจากในลีกพาทีมโกยแต้มเป็นประวัติการณ์แล้ว เขาก็ยังได้เห็นสองนักเตะขึ้นไปรับรางวัลนักเตะแห่งปีติดต่อกันทั้ง โม ซาล่าห์ และ เวอร์กิล ฟาน ไดค์ นี่เองก็เป็นอีกหลักฐานถึงความสำเร็จของเขา

กระนั้นสิ่งที่ คล็อปป์ รู้สึกมีความสุขกว่าไม่ใช่แค่ตรงนั้น เขาเองพูดถึง แอนดี้ โรเบิร์ตสัน เสมอว่าการทำให้ผู้เล่นที่ดูแสนธรรมดาคนนึงกลายเป็นท็อปสตาร์ได้เป็นอะไรที่เกินกว่า “ภูมิใจ”

    “ตอนที่แอนดี้เข้ามาสู่ทีมแรกๆผมมองเห็นว่าเขามีโอกาสพัฒนาได้แต่สิ่งที่เขาต้องปรับคือทัศนะคติว่าเขาเองเป็นผู้เล่นฟูลแบ็กดังนั้นเกมรับต้องมาก่อน คุณต้องเข้าปะทะ คุณต้องเข้าแย่งบอลคืนมาให้ได้ก่อนที่จะคิดถึงเกมรุก ถ้าเกมรับดีแล้ว อยากจะเติมขึ้นไปข้างหน้าก็ไม่ใช่เรื่องยากทว่าเขาต้องเปลี่ยนจากคำว่าฟูลแบ็กเป็นวิงแบ็ก..”

อืมมม

ขวบปฎิทินที่ผู้เล่นมูลค่า8 ล้านปอนด์คงไม่มีทางลืมตลอดชีวิต เป็นขวัญใจของ เดอะ ค็อป ไปแล้ว ทำแอสซิตส์ไปทั้งสิ้น 13 ลูก เหนืออื่นใดนี่แหละแบบฉบับนักเตะสไตล์คล็อปป์ “เล่นเหมือนมีสองปอด”

ซีซั่นนี้ คล็อปป์ กับ ทีมสตาฟฟ์ เองสุมหัวหนักตลอดเพราะในลีกก็ยังได้ลุ้น ในเวทียุโรปก็ผ่านเข้าเรื่อยมาจนมีช่วงนึงที่ดูว่ามีโอกาสจะคว้าดับเบิ้ลแชมป์ด้วยซ้ำ เขาเองต้องวางแท็กติกให้สอดคล้องกับคู่แข่งและโปรแกรม เขาเองไม่ได้เป็นคนดื้อที่ยึดติดแต่อะไรเดิมๆอีกต่อไป

อย่างเกมนัดชิงที่ชนะท็อตแน่ม 2-0 ย่อมไม่ใช่เกมที่เพอร์เฟกต์ที่สุด ดีที่สุดหรือเอนเตอร์เทนที่สุดแต่เป็นเกมที่สะท้อนพัฒนาการของลิเวอร์พูลชุดนี้ ชนะในเกมที่ควรชนะ ได้ประตูเร็ว ก็มาตั้งรับให้เหนียวแน่น รอโต้กลับตามอาวุธที่ตัวเองถนัด

ทางเว็บ viva9988 ทาง เข้า บอกแน่นอนว่า ถ้วยหูกางมาประดับตู้โชว์ได้เป็นสมัยที่6 ย่อมยากนึกถึงค่ำคืนนั้นที่แอนฟิลด์(คืนบาร์เซโลนาไง) เป็นค่ำคืนที่หลายคนยืนกรานเสียงเดียวกัน“The Greatest Night”

อุปสรรคก่อนเกมนอกจากสกอร์ตามหลัง 0-3 แล้วก็ยังมีเรื่องหัวจิตหัวใจอีกแล้วที่คล็อปป์ต้องปลุกเร้าเพราะคืนวันจันทร์แมนฯซิตี้เอาชนะเลสเตอร์ได้ 1-0 เป็นประตูเบิกทางสู่แชมป์พรีเมียร์ลีก นักเตะหงส์บางคนก้มหน้ารับชะตา บางคนคงหยิบคลิปลูกตะบันสุดงามของ แว็งซ็องต์ กอมปานีย์ มาดู

คล็อปป์ตวาดทันที “Show some fucking balls”

มันเป็นประกายไฟของจุดเริ่มต้นบางอย่าง

นี่คือสโมสรที่อยู่แถวกลางตารางตอนใครสักคนเข้ามาแต่ตอนนี้สถาปนาเป็นราชายุโรปได้สำเร็จ จากเอเวียงถึงแอนฟิลด์พบรอยย่ำที่มีความหมายทุกย่างก้าว

สิ่งใดก็ตามที่ยิ่งใหญ่ย่อมมีเบื้องหลังที่ใหญ่กว่าเสมอ…

Tags :

ทีมฟุตบอล อาร์เซน่อล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีลุ้นได้อานิสงส์ไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า หาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดนสั่งแบนจากกรณีทำผิดกฎด้านการเงินของ ยูฟ่า กระนั้นเรื่องนี้ยังไม่มีการยืนยันจากองค์กรลูกหนังยุโรปว่าจะหาทีมไหนในลีกผู้ดีมาแทนที่ “เรือใบสีฟ้า” หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริงๆ

หลังจากทาง ทีมฟุตบอล มีรายงานออกมาว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีสิทธิ์โดนสั่งแบนจากการลงแข่งศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1ปีกรณีที่พวกเขาทำผิดละเมิดกฎควบคุมการเงิน หรือ “ไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์” (เอฟเอฟพี) ของ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ทำให้เกิดประเด็นว่าหากเรื่องนี้เป็นจริง แล้วสโมสรไหนในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะได้อานิสงส์จากบทลงโทษนี้

ทีมฟุตบอล

ในเวลานี้เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018-19 กำลังเผชิญกับวิบากกรรมเนื่องจาก “เรือใบสีฟ้า” อยู่ภายใต้การสืบสวนของคณะกรรมการด้านการเงินของยูฟ่า หลัง แดร์ สปีเกิ้ล สื่อแถวหน้าของเยอรมนี ออกโรงแฉเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เงินของพวกเขา

สำหรับในกรณีนี้บอร์ดบริหารด้านการควบคุมการเงินของสหพันธ์ลูกหนังยุโรป ได้เตรียมยื่นเอกสารฟ้องร้องให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และสื่อหลายสำนักรายงานไปในทางเดียวกันว่า แมนฯ ซิตี้ มีสิทธิ์โดนลงโทษแบนอย่างน้อย 1 ปีจากการแข่งขันถ้วยใบโตยุโรปโดย

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืนยันเมื่อวันอังคารที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า ไมเคิ่ล คาร์ริค, คีแรน แม็คเคนน่า และ มาร์ค เดมป์ซี่ย์

จะยังคงทำหน้าที่สตาฟฟ์โค้ช “ปีศาจแดง” ต่อไปในฤดูกาลหน้า  เช่นเดียวกับ ไมค์ ฟีแลน ที่จะทำหน้าที่ผู้ช่วยกุนซือเหมือนเดิม

คาร์ริค เข้ามาร่วมเป็นสตาฟฟ์สมัย โชเซ่ มูรินโญ่ กุมบังเหียน หลังอำลาสนามเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว ส่วน แม็คเคนน่า ถูกดันขึ้นมาทำงานแทน รุย ฟาเรีย ที่อำลาถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ขณะที่ เดมป์ซี่ย์ เคยเป็นโค้ชอคาเดมี่ ก่อนไปทำงานร่วมกับ โซลชา ทั้งที่ โมลด์ และ คาร์ดิฟฟ์

โซลชา เผยว่า “พวกเขาจะอยู่กับทีมต่อไป ผมคิดว่า มันมีความสำคัญที่เราต้องรักษาทีมให้เดินไปข้างหน้า พวกเราพูดคุยกันและพวกเขาก็เป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยม คีแรน เพิ่งอายุแค่ 32 เท่านั้น คุณอาจจะคิดว่า เขาเป็นโค้ชมา 32 ปีแล้ว”

แม้ว่าเรื่องนี้ยังไม่เกิดขึ้น แต่หาก ยูฟ่า ตัดสินใจลงโทษแบนจริงๆ แน่นอนว่าจะเปิดประตูให้กับสโมสรอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีก ซึ่ง ณ ตอนนี้ทีมที่จะได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก มี แมนฯ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ เชลซี ขณะที่ อาร์เซน่อล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้สิทธิ์ไปลุยยูฟ่า ยูโรปา ลีก

เเต่ทางเว็บ สมัครเล่น ฮอลิเดย์ ก็บอกว่าในกรณีของ “ไอ้ปืนใหญ่” พวกเขาจบฤดูกาลในอันดับ 5 แต่การที่ทีมต้องปะทะกับ เชลซี ในนัดชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ช่วงปลายเดือนนี้ หากพวกเขาคว้าแชมป์ก็จะได้ตั๋วไปเล่นถ้วย “บิ๊กเอียร์” ทันที

กระนั้นหากทีมของกุนซืออูไน เอเมรี่ พลาดแชมป์ถ้วยใบเล็ก อาร์เซน่อล ก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้แทนที่ “เรือใบสีฟ้า” หากแมนฯ ซิตี้ โดนแบนในกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม

ถ้าหาก อาร์เซน่อล ได้ครอบครองโทรฟี่ยูโรปา ลีก งานนี้ส้มเข่งใหญ่อาจจะหล่นใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบเต็มรัก

อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า ยูฟ่า จะหาสโมสรในพรีเมียร์ลีกมาแทนที่ แมนฯ ซิตี้ หากโดนลงโทษแบนในกรณีนี้หรือไม่

Tags :