5 สิ่งที่ทาง บอกกับท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมมองเห็นจากเกมที่ ทีมบอล ไทยบุกอัด ‘อิเหนา’ ถึงถิ่นอากิระ นิชิโนะ ปรับระบบจาก 4-3-3 แบบมีกองหน้าตัวหลอกในนัดแรกมาเป็น 4-2-3-1 โดยถอย ‘เมสซี่เจ’ จากการเป็นกองหน้าตัวปลอมลงมาเป็นหน้าต่ำแล้วให้ ศุภชัย ใจเด็ด เป็นหน้าเป้า ขนาบข้างด้วยผู้เล่นที่มีความปราดเปรียวอย่าง สุภโชค สารชาติ กับ เอกนิษฐ์ ปัญญา ซึ่งผมชอบระบบการเล่นแบบมีศูนย์หน้าที่เป็นตัวเป็นตนแบบนี้มากกว่า

ถึงแม้ว่าหน้าเป้าอย่าง ศุภชัย จะไม่ค่อยมีบทบาทสักเท่าไหร่ แต่สามารถค้ำกองหลัง และช่วยให้เพื่อนร่วม ทีมบอล มี ‘เป้า’ ในแดนหน้าพลางกดดันเกมคู่แข่งขณะที่หน้าซ้ายและหน้าขวามีความคล่อง และเร็ว กล้าเล่น กล้ากระชาก เลี้ยงกินตัวคู่แข่งได้

ทีมบอล

คุณภาพของนักเตะไทยเหนือกว่าเจ้าถิ่นชัดเจนจึงครองบอลทำเกมรุก และหาจังหวะจบได้มากกว่า แถมมีโอกาสทำลายตาข่ายแบบ ‘จะแจ้ง’ ได้มากกว่าเกมแรกเยอะ

ปัญหาคือในการบุกนั้นยังทำได้ไม่ต่อเนื่องสักเท่าไหร่ บุกกดดันอยู่ดีๆ ก็หยุดไปดื้อๆ เป็นแบบนี้บ่อยครั้ง ขณะการประสานงานในแนวรุกก็ยังดูติดๆ ขัดๆ ภาพรวมในครึ่งแรกถือว่าน่าอึดอัดมิใช่น้อย

ช่วงต้นครึ่งหลัง อินโดฯ เริ่มต้นได้ดีกว่าเราด้วยซ้ำ แถมน่าจะได้ประตูขึ้นนำอย่างแรง แต่เอาดันโอกาสทองไปทิ้งถังขยะซะอย่างนั้น

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นจังหวะที่ต้องได้ประตู โดยไม่ได้รับอนุญาตให้พลาด หากขึ้นนำได้สำเร็จ ผลการแข่งขันอาจเปลี่ยนไปอีกแบบ แต่เพราะไม่เด็ดขาดทำให้พวกเขาถูกลงโทษสถานหนักเลยทีเดียว

ส่วนประตูนำของไทยก็ไม่ได้มาจากจังหวะที่บุกกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง แถมได้มาจังหวะที่ไม่คิดว่าจะยิงได้ด้วยซ้ำ ซึ่งต้องชม สุภโชค ที่ยิงได้ดีในระดับหนึ่งตรงกันข้ามกับนายทวารอิเหนาที่ดูจะเหวอๆ ชอบกลจนโดนแฟนบอลตัวเองโห่ตลอดทั้งเกม

ประตูขึ้นนำคือการปลดล็อค ประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก มิซ้ำ เมื่อผู้รักษาประตูเจ้าถิ่นดันมาทำฟาวล์จนเสียจุดโทษแบบโง่ๆ อีก ทุกอย่างก็จบเลย !!!

เกมนี้ สารัช อยู่เย็น เล่นได้เด่นกว่า เจ-ชนาธิป เชื่อมเกม คุมจังหวะพลางแจกจ่ายบอลโจมตีคู่แข่งสวยๆ หลายชอต แต่จำเป็นต้องมอบตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ให้ดาวเตะรุ่นน้องหมายเลข 7 ที่เหมา 2 ดอก แถมแอสซิสต์ได้อีก 1 สร้างความมั่นใจให้ตัวเองได้อีกโข

กองเชียร์เจ้าถิ่นเข้าไปในสนามน้อยผิดคาดอย่างน่าเกลียด บางทีอาจเพราะไม่พอใจในผลงานของทีมชาติตัวเอง หรือประท้วงสมาคมฟุตบอลของตัวเอง…ก็ว่ากันไป

ที่แน่ๆ คือพวกเขาโยนความได้เปรียบเรื่องเสียงเชียร์ที่สามารถกดประสาทผู้มาเยือนให้แข้งขาสั่นทิ้งไปหมดเลย มันจึงยิ่งทำให้นักเตะไทยเล่นได้อย่างสบายอุรามากขึ้น ทั้งที่ตอนแรกคืดว่ามันน่าจะเป็นนรกสำหรับทีมเยือน

ชัยชนะ 3-0 เป็นสกอร์ที่ถือว่าสูงเกินกว่าที่คาดนะครับ แถมแข่งมา 2 นัดยังไม่เสียประตูอีกต่างหาก

แต่กรุณาอย่าเพิ่งหลงระเริง เพราะอย่างที่บอกนั่นแหละว่า อินโดฯ และนาทีนี้เป็นทีมที่คุณภาพต่ำกว่าเรา มิหนำแฟนบอลของพวกเขาดันไม่ยอมใช้ความเป็นเจ้าบ้านให้ทีมชาติตัวเองได้เปรียบอีกต่างหาก

จังหวะยิงจ่อๆ ถ้าเปลี่ยนเป็น ยูเออี เราอาจเด๊ดห่าไปแล้วก็เป็นได้

เว็บ holiday palace เข้าไม่ได้ ออกมาบอกว่าเกมรับที่ยังไม่เสียประตู เพราะเกมแรก เวียดนาม เจตนามาเอาเสมอชัดเจน ขณะที่เกมนี้ อินโดฯ ก็ไม่มีความเด็ดขาดเองทั้งที่น่าจะได้ประตูอย่างที่สุด

Tags :

การแข่งขันของ ทีมบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2019/20 กำลังจะกลับมาสร้างความระทึกใจให้กับแฟนลูกหนังอีกครั้ง โดยจะมีการจับสลากแบ่งสายในวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคมนี้ ที่สำคัญ 4 สโมสรชั้นนำในประเทศอังกฤษ มีลุ้นที่จะต้องเจองานหนักเพราะอาจจะต้องอยู่ในกลุ่มแห่งความตาย หรือ “กรุ๊ป ออฟ เดธ” เลยทีเดียว

ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ท็อปโฟร์จากเมืองผู้ดีปักธงรบเพื่อตะลุยในเกมลูกหนังถ้วยใบโตยุโรป โดยเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา “หงส์แดง” กับ “ไก่เดือยทอง” ทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศ และเป็น ทีมบอล ของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่คว้าแชมป์รายการนี้ไปครอบครอง

ทีมบอล

สำหรับการแข่งขันในซีซั่น 2019/20 ดูเหมือนว่า สเปอร์ส เป็นสโมสรจากประเทศอังกฤษเพียงทีมเดียวเท่านั้นที่มีโอกาสได้เจอกับงานสุดหินที่สุดเมื่อพวกเขาไม่ได้อยู่ในโถ 1 นั่นจะทำให้ทีมของกุนซือเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ อาจจะต้องเจอกับยักษ์ใหญ่หลายทีมในยุโรป

ขณะที่ ลิเวอร์พูล ซึ่งมุ่งมั่นที่จะป้องกันแชมป์ถ้วยหูกางให้ได้, “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี เจ้าของแชมป์ยูฟ่า ยูโรปา ลีก และ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขสโมสรจากประเทศเดียวกัน จะไม่พบกันเองในรอบแบ่งกลุ่ม รอบแรก ก็มีสิทธิ์ที่จะต้องเผชิญหน้ากับการอยู่ในกลุ่มแห่งความตายเช่นกัน (แต่ไม่โหดเหมือนสเปอร์ส)

สถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดในกรณีของ “เดอะ เร้ดส์”, แมนฯ ซิตี้ และทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด จะต้องเจอกับคู่แข่งสุดแกร่งก็คือการอยู่ร่วมกลุ่มกับ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เจ้าของโทรฟี่ “บิ๊กเอียร์” 13 สมัย, “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน และ ไลป์ซิก

ด้าน บาร์เซโลน่า แชมป์ ลา ลีกา สเปน, ยูเวนตุส แชมป์กัลโช่ เซเรีย อา, ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แชมป์ ลีก เอิง และ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก

ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาไม่ต้องเจอกับท็อปทรีจากเมืองผู้ดีเนื่องจากพวกเขาอยู่ร่วมกันในโถ 1 ส่วน สเปอร์ส มีโอกาสที่จะต้องเจอกับหนึ่งในสโมสรเหล่านี้

สำหรับ เรอัล มาดริด, แอตเลติโก มาดริด, โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, นาโปลี, ชัคตาร์ โดเน็ทส์ค, อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และ เบนฟิก้า

สโมสรเหล่านี้อยู่ร่วมกับ สเปอร์ส ใน โถ 2 ทำให้พวกเขาไม่ต้องเจอกันแน่นอน รวมทั้ง ลิเวอร์พูล, เชลซี และ แมนฯ ซิตี้ ในรอบแบ่งกลุ่มเพราะเป็นทีมจากประเทศเดียวกัน

อย่างไรก็ตามทางเว็บ วิธีเล่น holiday palace ก็มีทั้ง 3 โถ ยังไม่สามารถยืนยันได้ทั้งหมดในเวลานี้เนื่องจากการแข่งขันในรอบคัดเลือกยังไม่เสร็จสิ้น เพราะยังอยู่ในช่วงเพลย์ออฟ นัดสอง โดย อาแจ็กซ์ ยังต้องลุ้นหนักเพราะเกมแรก เสมอ อาโปเอล 0-0 ขณะที่ ดินาโม

ซาเกร็บ ชนะ โรเซนบอร์ก 2-0 ด้าน สลาเวีย ปราก ชนะ ซีเอฟอาร์ คลูจ์ 1-0 และ ยัง บอยส์ เสมอ เรดสตาร์ เบลเกรด 2-2 ตามด้วย คลับ บรูช ชนะ แอลเอเอสเค ลินซ์1-0 และ โอลิมเปียกอส ถล่ม คราสโนดาร์ 4-0

Tags :

ทีม ฟุตบอล “หงส์แดง” ปิดฉากปรีซีซั่นปี 2019 เป็นที่เรียบร้อยหลังเมื่อคืนที่ผ่านมาเอาชนะนัดสุดท้ายในเกมพบกับ โอลิมปิก ลียง ซึ่งคิวต่อไปพวกเขาจะต้องทำศึกคอมมิวนิตี้ ชิด์ กับแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปรีซีซั่นครั้งนี้เราได้เห็นสิ่งที่เป็นเรื่องดีและสิ่งที่เป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับ ลิเวอร์พูล เรามาสรุปผลงานปรีซีซั่นของหงส์แดงกัน

ทีม ฟุตบอล หาช่วงปรีซีซั่น เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องเจอกับปัญหาผู้เล่นขาดแคลนเมื่อตัวหลักหลายคนไม่ว่าจะเป็น นาบี เกอิต้า, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, อลีซง เบ็คเกอร์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ต่างติดภารกิจทีมชาติ นั่นทำให้กุนซือชาวเยอรมันต้องเลือกใช้ดาวรุ่งเป็นส่วนใหญ่ มีหลายเกมที่เล่นกันได้อย่างไหลลื่นแต่ก็มีหลายเกมที่ติดๆขัดๆเช่นกัน
ทีมฟุตบอล

สิ่งที่เราได้เห็นคือแข้งตัวสำรองยังคงมีประสิทธิภาพห่างชั้นกับตัวจริงค่อนข้างมากโดยเฉพาะเมื่อเจอกับทีมใหญ่อย่าง ดอร์ทมุนด์, เซบีย่า, ลิสบอน หรือ นาโปลี หงส์แดงเสียประตูไปถึง 10 ประตูเมื่อเจอกับทีมพวกนี้ แต่มองในแง่ดียังมีแนวรุกที่ทำผลงานยอดเยี่ยมยิงไปถึง 17 ประตูด้วยกัน

แข้งดาวรุ่งฟอร์มเด่นควรดันชุดใหญ่

รีอาน บรูวส์เตอร์

กองหน้าวัย 19 ปีถือเป็นแข้งที่ฟอร์มโดดเด่นมากในช่วงปรีซีซั่น เขาซัดไปทั้งหมด 4 ประตู ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการยิงจุดโทษใส่ ดอร์ทมุนด์ เสียด้วย เขาเป็นนักเตะที่เป็นเพชรฆาตโดยแท้ ยืนถูกที่ถูกเวลาและยังเข้าหาบอลได้รวดเร็ว เขาน่าจะสร้างความหลากหลายในแนวรุกให้กับหงส์แดง เชื่อว่า คล็อปป์ จะเก็บเขาไว้เป็นแบ็คอัพให้กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เมื่อเปิดฤดูกาลแน่นอน

แฮร์รี่ วิลสัน

ดาวเตะวัย 22 ปีรายนี้อาจจะไม่ได้เล่นดีทุกนัดช่วงปรีซีซั่นแต่โดยรวมก็ถือเป็นฟอร์มที่น่าประทับใจโดยเฉพาะเกมเมื่อคืนที่ผ่านมาที่เขาตะบันสุดสวยใส่ โอลิมปิก ลียง เจ้าตัวยังไม่เคยได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีก แต่ฤดูกาลที่แล้วเขาซัดไปถึง 18 ประตูในการยืมตัวกับ ดาร์บี้ น่าจะถึงเวลาแล้วที่เราจะได้เห็นนักเตะคนนี้อยู่ในทีมชุดใหญ่เสียที

ยาสเซอร์ ลารูซี่

แข้งดาวรุ่งตัวริมเส้นฝั่งซ้าย ทำผลงานได้โดดเด่นทุกนัดที่ลงสนาม ความเร็ว ทักษะการเลี้ยงบอล และการเลี้ยงกินตัว ถือว่าสอบผ่าน เดิมทีเจ้าหนูแอลจีเรีย รายนี้ เล่นในบทบาทตัวรุก แต่เจอร์เก้น คล็อปป์ จับถอยมาเล่นแบ็กซ้าย ซึ่งผลงานโดยรวม คงทำให้คล็อปป์ มั่นใจว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อใครเพื่อมาเป็นตัวสำรองของแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

คี ยานา-ฮูแฟร์

อีกหนึ่งดาวรุ่งดัตช์ ที่เพิ่งเซ็นสัญญาอาชีพกับลิเวอร์พูลเมื่อไม่มีกี่วันก่อน ฮูแฟร์ เล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรับทั้งเซ็นเตอรฮาล์ฟ และวิงแบ็ก ซึ่งในเกมล่าสุดกับโอลิมปิค ลียง เจ้าตัวได้ลงเล่นในตำแหน่งแบ็กขวา ซึ่งผลงานที่ออกมานั้น ถือว่ายอดเยี่ยมจนหลายคนต้องเอ่ยปากชม

ในขณะที่เนธาเนี่ยล ไคลน์ ได้รับบาดเจ็บจนต้องพักยาว โอกาสในการขึ้นทีมชุดใหญ่ของเขาก็มีมากขึ้น ซึ่งก็ต้องดูว่าคล็อปป์ จะเปิดโอกาสให้เด็กคนนี้มาน้อยแค่ไหน

แข้งที่ต้องปรับปรุงฟอร์ม

อดัม ลัลลาน่า

เว็บ aqua2277 ข่าวสื่อต่างประเทศบอกว่ามิดฟิลด์วัย 31 ปีใช้เวลาส่วนใหญ่ในแอนฟิลด์บนม้านั่งสำรอง ซึ่งเขาก็มักจะมีอาการบาดเจ็บรบกวนจนทำให้สภาพความฟิตไม่เต็มร้อยตลอด เขาออกสตาร์ทตัวจริงแค่ 9 เกมตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ช่วงปรีซีซั่นครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการเรียกความฟิตของเจ้าตัวกลับมาอีกครั้ง มีสองเกมที่ คล็อปป์ พยายามจับเขาไปเล่นบทบาทใหม่ในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวโฮลดิ้ง แต่ก็ดูเหมือนจะยังโชว์ฟอร์มไม่ออกเช่นเคย ขณะที่เมื่อไปทัวร์อเมริกาเจ้าตัวได้ลงเล่นแค่ 14 นาทีเท่านั้น  หากฤดูกาลนี้ฟอร์มของเขายังไม่กระเตื้อง อาจจะถึงเวลาที่ต้องถูกขายออกจากทีมแล้ว

Tags :

แทบทุกคนเห็นตรงกันว่าการได้เพียง แดเนี่ล เจมส์ ปีกดาวรุ่งทีมชาติเวลส์ และอารอน วาน-บิสซาก้า แบ็กขวาชาวอังกฤษ มาร่วมทัพทีมบอล มันยังไม่เพียงพอสำหรับการทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานที่ยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2019-20 ได้ ซึ่ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ก็รู้ถึงข้อนั้นเป็นอย่างดี

จนถึงตอนนี้ ทีมบอล แมนฯ ยูไนเต็ด ยังตกเป็นข่าวตามล่านักเตะของทีมอื่นอีกหลายรายด้วยกัน ซึ่งในบรรดานั้นมีอยู่ 2 คนที่เป็นประเด็นน่าสนใจ นั่นคือ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลาง สปอร์ติ้ง ลิสบอน

ทีมแกร่งจากศึก พรีเมยร่า ลีกา โปรตุเกส และ เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช มิดฟิลด์ชาวเซอร์เบียของ ลาซิโอ สโมสรชั้นนำของเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี

ทีมบอล

โซลชา มองว่าตอนนี้ทีมของตนต้องการมิดฟิลด์ตัวกลางชั้นยอดไปร่วมทัพ ซึ่งจากการที่ทั้งคู่ต่างก็มีค่าตัวสูงระยับมันก็ทำให้หมายความว่า แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะเลือกซื้อได้เพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้น มันจึงนำไปสู่ประเด็นที่น่าสนใจว่าคนไหนที่น่าซื้อมากกว่ากัน ?

– บรูโน่ แฟร์นันด์ส
หลายวันก่อนหน้านี้แข้งวัย 24 ปี ไม่ได้มีข่าวกับเฉพาะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เท่านั้น โดยที่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, ลิเวอร์พูล และ ยูเวนตุส ก็เคยตกเป็นข่าวกับดาวเตะชาวโปรตุกีสเช่นกัน ก่อนที่กระแสข่าวทั้งหลายจะชี้ไปยังทิศทางเดียวกันว่าตอนนี้ “ปีศาจแดง” เป็นเต็ง 1 ที่จะได้เขาไปร่วมทัพ

มันไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ก่อนหน้านี้จะมีหลายทีมให้ความสนใจในตัว แฟร์นันด์ส เพราะในฤดูกาล 2018-19 เขาโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมสุดๆ ด้วยการทำไปถึง 32 ประตู กับอีก 18 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 53 นัดในทุกรายการ แถมเขายังช่วยให้ทีมชาติโปรตุเกสได้แชมป์ ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ไปครองด้วย

ทั้งนี้ ที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่ว่า แฟร์นันด์ส เพิ่งมาเล่นได้ดีแค่ฤดูกาลเดียวด้วย เพราะถ้าย้อนไปในซีซั่น 2017-18 แล้วล่ะก็ ถึงแม้เขาจะทำประตูไป 16 ลูก จากการลงเล่น 56 นัดในทุกรายการ ซึ่งถือว่าน้อยกว่าฤดูกาลล่าสุด แต่ในซีซั่น 2017-18 เขาก็ทำแอสซิสต์รวมในทุกรายการได้ถึง 20 หน มากกว่าฤดูกาล 2018-19 อยู่ 2 ครั้ง

ถ้าเทียบผลงานด้านสำคัญๆ ในฤดูกาลล่าสุดระหว่าง แฟร์นันด์ส กับ มิลินโควิช-ซาวิช แล้วนั้น มันก็ปรากฎว่า แฟร์นันด์ส ทำได้ดีกว่าอีกฝ่ายหลายด้านจนทำให้ดูเป็นนักเตะที่น่าจะควักเงินซื้อมากกว่า มิลินโควิช-ซาวิช อย่างเช่นการผ่านบอลจังหวะสำคัญในลีกที่เขาทำได้ 3.2 หนต่อนัด ขณะที่อีกฝ่ายทำได้ 1.5 หนต่อเกม

– เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช
ตอนที่ ลาซิโอ ดึงตัว มิลินโควิช-ซาวิช มาจาก เกงค์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2015 ดาวเตะเลือดเซิร์บยังเป็นเพียงดาวรุ่งที่ได้รับการจับตามองเท่านั้น แต่ตอนนี้แข้งวัย 24 ปี ก็เป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งของทีมไปเป็นที่เรียบร้อย

มิลินโควิช-ซาวิช ได้รับการยกย่องจากหลายคนว่าเป็นมิดฟิลด์ที่สมบูรณ์แบบคนหนึ่ง เขามีทั้งคุณภาพที่ดีในการเล่นเกมรุก และมีสรีระทางร่างกายที่พอจะช่วยเกมรับได้เช่นกัน โดยเฉพาะการที่เขาสูง 191 เซนติเมตร ซึ่งมันก็ทำให้บางคนนำเขาไปเปรียบเทียบกับคนอย่าง ซีเนดีน ซีดาน และ ยาย่า ตูเร่ ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลล่าสุดก็ต้องยอมรับว่า มิลินโควิช-ซาวิช มีผลงานดร็อปลง หลังจากเขาทำไป 7ประตู กับ 3 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในทุกรายการ 41 นัด ต่างกับซีซั่น 2017-18 ที่เขาทำไป 14 ประตูกับ 7 แอสซิสต์ อย่างเห็นได้ชัด

ถ้าจะมีปัจจัยไหนที่ทำให้ มิลินโควิช-ซาวิช ดูเป็นนักเตะที่น่าซื้อมากกว่า แฟร์นันด์ส คงจะเป็นเปอร์เซ็นต์การผ่านบอลในลีกที่เขาทำได้ดีกว่าดาวเตะชาวโปรตุกีส ที่จำนวน 79.6 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ แฟร์นันด์ส มีผลงานด้านนี้ที่ 75.1 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ มิลินโควิช-ซาวิช

ยังมีภาษีที่ดูดีกว่าในด้านการเล่นในลีกใหญ่มาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเคยมีฤดูกาลที่ทำผลงานได้สุดยอดในลีกระดับ เซเรีย อา ด้วย ขณะที่ แฟร์นันด์ส ถึงแม้จะเคยเล่นใน เซเรีย อา กับ อูดิเนเซ่ กับ ซามพ์โดเรีย มาก่อน

สรุป : แฟร์นันด์ส กับ มิลินโควิช-ซาวิช ต่างก็มีข้อดี-ข้อเสียกันคนละด้าน แฟร์นันด์ส กำลังทำผลงานได้ดีกว่าอีกฝ่ายอย่างมาก ขณะที่ มิลินโควิช-ซาวิช พิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่าเขาพอจะเล่นในลีกระดับใหญ่ได้

ต่างกับ แฟร์นันด์ส ที่ทำผลงานได้ดีในลีกสูงสุดของโปรตุเกสซึ่งถ้าว่ากันตามตรงแล้วคุณภาพโดยรวมยังสู้กับ 5 ลีกใหญ่ของทวึปยุโรป (ลีกอังกฤษ, อิตาลี, สเปน, เยอรมนี และ ฝรั่งเศส) ไม่ได้

อย่างไรก็ตามทางเว็บ holiday palace สมัคร ก็ออกมาบอกต่อว่าทาง มิลินโควิช-ซาวิช มีค่าตัวที่สูงระยับเกินไป การเสียเงินมากขนาดนั้นเพื่อกองกลางแค่คนเดียวดูจะเป็นการลงทุนที่ไม่เหมาะสมเท่าไหร่ เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด

ต้องแบ่งงบไปใช้ล่ากองหลังด้วย ดังนั้นแล้วการเสี่ยงซื้อ แฟร์นันด์ส จึงเป็นทางเลือกที่ดูดีกว่า ต่อให้ฟอร์มอันยอดเยี่ยมของเขาจะเกิดขึ้นในลีกโปรตุเกสก็ตาม

Tags :

อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาชื่อก้อง ตีข่าว บอร์ดบริหารของ ทีมฟุตบอล แมนฯ ยูไนเต็ด อนุมัติงบเสริมทัพเบื้องต้นในช่วงซัมเมอร์นี้ให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือของทีมแค่ 100 ล้านปอนด์ โดยถ้าอยากจะได้เพิ่มก็ต้องขายนักเตะให้ได้ซะก่อน

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการ ทีมฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรชั้นนำแห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้รับงบประมาณเสริมทัพในเบื้องต้นของช่วงซัมเมอร์นี้จากบอร์ดบริหารเป็นจำนวน 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,100 ล้านบาท) ตามการเปิดเผยของ อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาระดับโลก

ทีมฟุตบอล

โซลชา ตั้งใจที่จะยกเครื่องขุมกำลังของทีมครั้งใหญ่ หลังจากที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีผลงานที่เลวร้ายในพักหลังจนถึงขั้นจบฤดูกาลแบบมือเปล่ามา 2 ซีซั่นติดต่อกันแล้ว

ขณะที่ในฤดูกาล 2018-19 พวกเขาก็เป็นเพียงอันดับ 6 ในลีกเท่านั้นด้วย ซึ่งที่ผ่านมา “ปีศาจแดง” ก็มีข่าวกับแข้งหลายราย อย่างเช่น อารอน วาน-บิสซาก้า, บรูโน่ แฟร์นานเดส และ คาลิดู คูลิบาลี่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด อีเอสพีเอ็น ระบุว่าบอร์ดบริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด อนุมัติงบเบื้องต้นสำหรับการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้เพียง 100 ล้านปอนด์ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้เงินเลยจากการเสียทั้ง อันเดร์ เอร์เรร่า และ อันโตนิโอ วาเลนเซีย ที่กำลังจะบอกลาทีมแบบฟรีๆ ทันทีที่สัญญาหมดลงในวันที่ 30 มิถุนายนนี้

ทั้งนี้ ลินการ์ด ตัดสินใจที่จะถ่ายคลิปในวันที่ต้องออกจากโรงแรมด้วย ซึ่งในคลิปนั้นเขาก็พูดหยาบคายแบบดังสนั่นโดยที่ไม่สนใจคนอื่นๆ แถมสภาพห้องพักก็ยังเละเทะสุดๆ และที่เป็นประเด็นร้อนที่สุดคือเขาถ่ายคลิปชอตที่ แบรนเกอร์ ทำท่าขย่มบนเตียงแบบคนมีเพศสัมพันธ์ด้วย ซึ่งแข้งดีกรีทีมชาติอังกฤษก็ถูกอกถูกใจสุดๆ กับการกระทำของเพื่อนซี้ของเขา

คลิปที่ว่านี้ทำเอาแฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด หลายคนไม่พอใจสุดๆ จนออกมาตำหนิ ลินการ์ด อย่างหนัก อย่างเช่น “เขาต้องโตเป็นผู้ใหญ่สักที! การได้เงินมากมายก่ายกองมันมีโอกาสส่งผลให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้! เราต้องการ เฟอร์กี้ (เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด) ให้มาจัดการกับเด็กๆ เหล่านี้ในห้องแต่งตัว!

ให้ตายเถอะ” และ “น่าอับอายสิ้นดี นักเตะอย่าง (สกอตต์) แม็คโทมิเนย์ อาจจะไม่ใช่นักเตะระดับโลก แต่ฉันก็ขอเลือกดูเขาลงซ้อมมากกว่ามานั่งดูไอ้พวกตัวตลกเหล่านี้มานั่งโม้ถึงเรื่องทิวทัศน์” และ “ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไม ลินการ์ด ถึงรู้สึกว่าเขาต้องทำอะไรแบบนี้ จริงอยู่ว่าเขาจะทำอะไรก็ได้ในวันหยุดของตัวเอง แต่เขาน่ะอยู่กับหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกด้วยนะ เรื่องพรรค์นี้มันไม่ได้เป็นผลดีต่อเขาเลย” เป็นต้น

เเต่เว็บ ทางเข้าเอเย่น ฮอลิเดย์ สังเกตุดห็นว่าขณะที่ในช่วงต้นปี 2019 พวกเขาก็ขาย มารูยาน เฟลไลนี่ กองกลางชาวเบลเยียมให้ ซานตง ลู่เหนิง ด้วยค่าตัวเพียงแค่ 10.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 430.5 ล้านบาท) เท่านั้น

ถ้าหากเป็นความจริง นั่นก็หมายความว่าตอนนี้ โซลชา มีงบช็อปเหลือ 85 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,485 ล้านบาท) หลังจากก่อนหน้านี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ดึงตัว แดเนี่ยล เจมส์ ปีกดาวรุ่งมาจาก สวอนซี ซิตี้ ด้วยค่าตัวในเบื้องต้น 15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 615 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม โซลชา ก็ยังมีโอกาสเพิ่มงบประมาณการเสริมทัพได้อยู่

ถ้าหากสามารถขายนักเตะบางส่วนออกไปได้ในช่วงซัมเมอร์นี้ อย่างเช่น ปอล ป็อกบา, โรเมลู ลูกากู และ ดาบิด เด เคอา เป็นต้น

อีเอสพีเอ็น เสริมว่าผู้บริหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด มองว่าถ้าทีมยังเก็บทั้ง ลูกากู, ป็อกบา และ เด เคอา เอาไว้ได้ หรืออย่างน้อยถ้ารั้งตัว 2 คนหลังเอาไว้ได้แล้วล่ะก็

แข้งเหล่านั้นก็น่าจะประสานงานกับบรรดานักเตะวัยหนุ่มที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ความสนใจอยู่ได้เป็นอย่างดี พร้อมทำให้ทีมมีขุมกำลังดีพอสำหรับการติด 4 อันดับแรกของตารางคะแนนในซีซั่นหน้า

Tags :

การซ้อมของ ทีมบอล เอเวียง,ฝรั่งเศส-ท่ามกลางแสงแดดร้อนระอุ นาฬิกาทุกคนตั้งปลุกพร้อมกัน 6 โมงเช้าโดยมีเวลาเพียงชั่วโมงเดียวในการทำภาระกิจของตัวเอง ถึงเวลานัดหมายทุกคนมารอกันอย่างใจจดจ่อเพราะตระหนักกันดีว่าต้องตั้งใจเท่านั้นเพื่อการแย่งตำแหน่งรวมถึงพุ่งไปที่เป้าหมาย

ทีมบอล เอเวียง,ฝรั่งเศส  เริ่มด้วยการวิ่งไปรอบๆโรงแรมซึ่งวางอยู่ตรงตีนหุบเขา จากนั้นก็ปั่นจักรยานต่อโดยที่พักเที่ยงรับประทานอาหารแล้ว ก็มีเสียงดังขึ้นตรงหัวโต๊ะ “หากพวกคุณคิดว่ามันเหนื่อยแล้ว ขอให้เบาใจได้เลยเพราะเย็นนี้คงรู้สึกเหนื่อยกว่านี้หลายเท่า”

ทีมบอล

ใช่ การซ้อมมื้อเย็นถูกวางไว้โดยที่นักเตะไม่ทราบ มันเป็นคิวที่เพิ่มมาจากการประชุมของกลุ่มสตาฟฟ์เพื่อทดแทนช่วงที่ต้องบินไปทำศึกที่สหรัฐอเมริกาตามคำสั่งของสปอนเซอร์ ทว่าการมาเก็บตัวที่เมืองเล็กๆของแดนน้ำหอมจะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้ามาเลยยกเว้น “ทีมชุดใหญ่ลิเวอร์พูล”

กินอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน นักเตะใหม่ได้ปรับตัวคุ้นสภาพ เหงื่อแลกด้วยเหงื่อ ใครบางคนเริ่มยิ้มมุมปาก “เรามีทีมทีดีกว่าปีที่แล้ว เราจะพยายามไปให้ไกลที่สุด”

นั่นเป็นบางรอยย่ำตอนต้นเดือนสิงหาคม…

หมุนเข็มนาฬิกากลับไป ก่อนเกมนัดสองที่ลิเวอร์พูลยกพลไปมิวนิค ในห้องโถงของโรงแรมห้าดาวมีการนัดคุยกันก่อนศึกสำคัญ ตอนนั้นว่ากันตามตรงฟอร์มของทีมก็ไม่ได้แย่เพียงแต่มันมีความคิดกันไปเอง ความมั่นใจเริ่มถดถอยบ้าง นั่นทำให้คนเป็นโค้ชอย่างเจอร์เก้น คล็อปป์ต้องทำอะไรสักอย่าง

เกมแรกผลจบ 0-0ที่แอนฟิลด์

    คล็อปป์พูดกับทุกคนว่า “มันคล้ายกับเกมที่พวกเราเสมอแมนฯซิตี้ในบ้าน เราทำให้ยอดทีมต้องเล่นด้วยความระวัง พวกเขาไม่กล้ามาเปิดแลกเรา พวกเขาเหมือนพอใจที่จะได้แค่ผลเสมอกับพวกเรา จดไว้นั่นแสดงว่าเราพัฒนาขึ้นมาเท่าไรแล้ว เราเป็นทีมที่ดีมากๆ”

ใช่ครับ คืนถัดไปบทเพลง Allez Allez Allez กระหึ่มอลิอานซ์ อารีน่า ลิเวอร์พูลบุกหักหัวเสือใต้ 3-1 ทะยานเข้ารอบตัดเชือกถ้วยบิ๊กเอียร์

สองเรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ต่างกันของเส้นทางสโมสรหนึ่งที่เพิ่งประกาศศักดาเป็นเจ้ายุโรปสมัยที่ 6 โดยมันไม่ได้มาโดยง่ายแค่การทุ่มซื้อสองนักเตะอย่างที่หลายคนกล่าว ทว่ามันมาจากการวางแผน การซุ่มซ้อมหนักหน่วงจนสำคัญที่สุดต้องมีการงัดจิตวิทยามาถูกจังหวะ-เวลาของโค้ช

อลิสซง เองที่เมื่อคืนวันเสาร์โชว์เซฟสวยๆหลายหน บางคนถึงกับเลือกใช้ประโยคว่า “ปีก่อนหงส์ชวดแชมป์เพราะโกลแต่ปีนี้หงส์ได้แชมป์เพราะโกล”

นายทวารทีมชาติบราซิลบินมาร่วมแค้มป์ตอนสิงหาคม แค้มป์ก็ที่เอเวียง ประเทศฝรั่งเศสนั่นแหละเนื่องจากได้พักนานกว่าคนอื่นจากการไปกรำศึกเวิลด์ คัพ มา

คล็อปป์ เองรู้ว่างานแรกคือต้องทำให้ “คนหน้าใหม่” เป็น “คนหน้าเดียวกัน” ให้เร็วที่สุด เขาได้กำชับให้ โรเบร์โต้ ฟิร์มิโน่ เข้าไปเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ ทำอย่างไรก็ได้ให้ อลิสซง ไม่รู้สึกเคอะเขินกับทีม เพราะซีซั่นใหม่กำลังเปิดอีกไม่กี่วันแล้ว ข้อนี้ก็เป็นเรื่องเดียวกันกับตอน ฟาบินโญ่ หรือใครเข้ามา

    “บางทีมคุณจะรู้สึกว่านักเตะหลายคนต่างคนต่างอยู่ นั่งกินข้าวคนเดียว เลิกการซ้อมก็แยกไปคนเดียวแต่สิ่งนี้ไม่มีให้เห็นที่นี่ ผมมาแล้วได้แต่คิดว่านี่มันครอบครัวใหม่ชัดๆ” ผู้รักษาประตูเจ้าของค่าหัว 65 ล้านปอนด์กล่าวเอาไว้

เพราะมีตัวอย่างมากมาย ซื้อนักเตะแพงๆมา ความคาดหวังสูงแต่ปรับตัวกับทีมไม่ได้…

ก่อนค่ำคืนที่ยืนยันถึงความสามารถของ คล็อปป์ ก็มีคำถามถาโถมสู่เขาเยอะ เนื่องจากต่อให้พัฒนาสโมสรตราหงส์ยอดเยี่ยมเพียงใดแต่ทีมก็ยังไร้โทรฟี่

    เขาเองยักไหล่พูดก่อนบินมานครมาดริด “ผมเองทำทีมด้วยปรัชญาของผม เหมือนตอนอยู่ ไมนซ์ และ ดอร์ทมุนด์ เราต้องมีทีมที่เป็นก้อนเนื้อเดียวกัน ผมผิดหวังแน่ที่เรากวาดได้97แต้มแต่ก็ยังไม่มากพอคว้าแชมป์ลีก แต่ทำไงได้ อย่างน้อยผมกลับบ้านไปก็มีความสุขคืนได้เมื่อได้เจอครอบครัวที่รออยู่ ชีวิตเราต้องการตรงนี้”

คำว่า”Charisma”ซื้อขายกันไม่ได้ สอนกันไม่ได้ มันถูกสร้างขึ้นมาเองกับคนบางคน

นอกจากในลีกพาทีมโกยแต้มเป็นประวัติการณ์แล้ว เขาก็ยังได้เห็นสองนักเตะขึ้นไปรับรางวัลนักเตะแห่งปีติดต่อกันทั้ง โม ซาล่าห์ และ เวอร์กิล ฟาน ไดค์ นี่เองก็เป็นอีกหลักฐานถึงความสำเร็จของเขา

กระนั้นสิ่งที่ คล็อปป์ รู้สึกมีความสุขกว่าไม่ใช่แค่ตรงนั้น เขาเองพูดถึง แอนดี้ โรเบิร์ตสัน เสมอว่าการทำให้ผู้เล่นที่ดูแสนธรรมดาคนนึงกลายเป็นท็อปสตาร์ได้เป็นอะไรที่เกินกว่า “ภูมิใจ”

    “ตอนที่แอนดี้เข้ามาสู่ทีมแรกๆผมมองเห็นว่าเขามีโอกาสพัฒนาได้แต่สิ่งที่เขาต้องปรับคือทัศนะคติว่าเขาเองเป็นผู้เล่นฟูลแบ็กดังนั้นเกมรับต้องมาก่อน คุณต้องเข้าปะทะ คุณต้องเข้าแย่งบอลคืนมาให้ได้ก่อนที่จะคิดถึงเกมรุก ถ้าเกมรับดีแล้ว อยากจะเติมขึ้นไปข้างหน้าก็ไม่ใช่เรื่องยากทว่าเขาต้องเปลี่ยนจากคำว่าฟูลแบ็กเป็นวิงแบ็ก..”

อืมมม

ขวบปฎิทินที่ผู้เล่นมูลค่า8 ล้านปอนด์คงไม่มีทางลืมตลอดชีวิต เป็นขวัญใจของ เดอะ ค็อป ไปแล้ว ทำแอสซิตส์ไปทั้งสิ้น 13 ลูก เหนืออื่นใดนี่แหละแบบฉบับนักเตะสไตล์คล็อปป์ “เล่นเหมือนมีสองปอด”

ซีซั่นนี้ คล็อปป์ กับ ทีมสตาฟฟ์ เองสุมหัวหนักตลอดเพราะในลีกก็ยังได้ลุ้น ในเวทียุโรปก็ผ่านเข้าเรื่อยมาจนมีช่วงนึงที่ดูว่ามีโอกาสจะคว้าดับเบิ้ลแชมป์ด้วยซ้ำ เขาเองต้องวางแท็กติกให้สอดคล้องกับคู่แข่งและโปรแกรม เขาเองไม่ได้เป็นคนดื้อที่ยึดติดแต่อะไรเดิมๆอีกต่อไป

อย่างเกมนัดชิงที่ชนะท็อตแน่ม 2-0 ย่อมไม่ใช่เกมที่เพอร์เฟกต์ที่สุด ดีที่สุดหรือเอนเตอร์เทนที่สุดแต่เป็นเกมที่สะท้อนพัฒนาการของลิเวอร์พูลชุดนี้ ชนะในเกมที่ควรชนะ ได้ประตูเร็ว ก็มาตั้งรับให้เหนียวแน่น รอโต้กลับตามอาวุธที่ตัวเองถนัด

ทางเว็บ viva9988 ทาง เข้า บอกแน่นอนว่า ถ้วยหูกางมาประดับตู้โชว์ได้เป็นสมัยที่6 ย่อมยากนึกถึงค่ำคืนนั้นที่แอนฟิลด์(คืนบาร์เซโลนาไง) เป็นค่ำคืนที่หลายคนยืนกรานเสียงเดียวกัน“The Greatest Night”

อุปสรรคก่อนเกมนอกจากสกอร์ตามหลัง 0-3 แล้วก็ยังมีเรื่องหัวจิตหัวใจอีกแล้วที่คล็อปป์ต้องปลุกเร้าเพราะคืนวันจันทร์แมนฯซิตี้เอาชนะเลสเตอร์ได้ 1-0 เป็นประตูเบิกทางสู่แชมป์พรีเมียร์ลีก นักเตะหงส์บางคนก้มหน้ารับชะตา บางคนคงหยิบคลิปลูกตะบันสุดงามของ แว็งซ็องต์ กอมปานีย์ มาดู

คล็อปป์ตวาดทันที “Show some fucking balls”

มันเป็นประกายไฟของจุดเริ่มต้นบางอย่าง

นี่คือสโมสรที่อยู่แถวกลางตารางตอนใครสักคนเข้ามาแต่ตอนนี้สถาปนาเป็นราชายุโรปได้สำเร็จ จากเอเวียงถึงแอนฟิลด์พบรอยย่ำที่มีความหมายทุกย่างก้าว

สิ่งใดก็ตามที่ยิ่งใหญ่ย่อมมีเบื้องหลังที่ใหญ่กว่าเสมอ…

Tags :

ทีมฟุตบอล อาร์เซน่อล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีลุ้นได้อานิสงส์ไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า หาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดนสั่งแบนจากกรณีทำผิดกฎด้านการเงินของ ยูฟ่า กระนั้นเรื่องนี้ยังไม่มีการยืนยันจากองค์กรลูกหนังยุโรปว่าจะหาทีมไหนในลีกผู้ดีมาแทนที่ “เรือใบสีฟ้า” หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริงๆ

หลังจากทาง ทีมฟุตบอล มีรายงานออกมาว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีสิทธิ์โดนสั่งแบนจากการลงแข่งศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1ปีกรณีที่พวกเขาทำผิดละเมิดกฎควบคุมการเงิน หรือ “ไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์” (เอฟเอฟพี) ของ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ทำให้เกิดประเด็นว่าหากเรื่องนี้เป็นจริง แล้วสโมสรไหนในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะได้อานิสงส์จากบทลงโทษนี้

ทีมฟุตบอล

ในเวลานี้เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2018-19 กำลังเผชิญกับวิบากกรรมเนื่องจาก “เรือใบสีฟ้า” อยู่ภายใต้การสืบสวนของคณะกรรมการด้านการเงินของยูฟ่า หลัง แดร์ สปีเกิ้ล สื่อแถวหน้าของเยอรมนี ออกโรงแฉเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เงินของพวกเขา

สำหรับในกรณีนี้บอร์ดบริหารด้านการควบคุมการเงินของสหพันธ์ลูกหนังยุโรป ได้เตรียมยื่นเอกสารฟ้องร้องให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และสื่อหลายสำนักรายงานไปในทางเดียวกันว่า แมนฯ ซิตี้ มีสิทธิ์โดนลงโทษแบนอย่างน้อย 1 ปีจากการแข่งขันถ้วยใบโตยุโรปโดย

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยืนยันเมื่อวันอังคารที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมาว่า ไมเคิ่ล คาร์ริค, คีแรน แม็คเคนน่า และ มาร์ค เดมป์ซี่ย์

จะยังคงทำหน้าที่สตาฟฟ์โค้ช “ปีศาจแดง” ต่อไปในฤดูกาลหน้า  เช่นเดียวกับ ไมค์ ฟีแลน ที่จะทำหน้าที่ผู้ช่วยกุนซือเหมือนเดิม

คาร์ริค เข้ามาร่วมเป็นสตาฟฟ์สมัย โชเซ่ มูรินโญ่ กุมบังเหียน หลังอำลาสนามเมื่อซัมเมอร์ปีที่แล้ว ส่วน แม็คเคนน่า ถูกดันขึ้นมาทำงานแทน รุย ฟาเรีย ที่อำลาถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ขณะที่ เดมป์ซี่ย์ เคยเป็นโค้ชอคาเดมี่ ก่อนไปทำงานร่วมกับ โซลชา ทั้งที่ โมลด์ และ คาร์ดิฟฟ์

โซลชา เผยว่า “พวกเขาจะอยู่กับทีมต่อไป ผมคิดว่า มันมีความสำคัญที่เราต้องรักษาทีมให้เดินไปข้างหน้า พวกเราพูดคุยกันและพวกเขาก็เป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยม คีแรน เพิ่งอายุแค่ 32 เท่านั้น คุณอาจจะคิดว่า เขาเป็นโค้ชมา 32 ปีแล้ว”

แม้ว่าเรื่องนี้ยังไม่เกิดขึ้น แต่หาก ยูฟ่า ตัดสินใจลงโทษแบนจริงๆ แน่นอนว่าจะเปิดประตูให้กับสโมสรอื่นๆ ในพรีเมียร์ลีก ซึ่ง ณ ตอนนี้ทีมที่จะได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก มี แมนฯ ซิตี้, ลิเวอร์พูล, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ เชลซี ขณะที่ อาร์เซน่อล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้สิทธิ์ไปลุยยูฟ่า ยูโรปา ลีก

เเต่ทางเว็บ สมัครเล่น ฮอลิเดย์ ก็บอกว่าในกรณีของ “ไอ้ปืนใหญ่” พวกเขาจบฤดูกาลในอันดับ 5 แต่การที่ทีมต้องปะทะกับ เชลซี ในนัดชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ช่วงปลายเดือนนี้ หากพวกเขาคว้าแชมป์ก็จะได้ตั๋วไปเล่นถ้วย “บิ๊กเอียร์” ทันที

กระนั้นหากทีมของกุนซืออูไน เอเมรี่ พลาดแชมป์ถ้วยใบเล็ก อาร์เซน่อล ก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้แทนที่ “เรือใบสีฟ้า” หากแมนฯ ซิตี้ โดนแบนในกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม

ถ้าหาก อาร์เซน่อล ได้ครอบครองโทรฟี่ยูโรปา ลีก งานนี้ส้มเข่งใหญ่อาจจะหล่นใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบเต็มรัก

อย่างไรก็ตามสำหรับเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า ยูฟ่า จะหาสโมสรในพรีเมียร์ลีกมาแทนที่ แมนฯ ซิตี้ หากโดนลงโทษแบนในกรณีนี้หรือไม่

Tags :

แฟนบอล ในโลกออนไลน์ต่างถกเถียงกันหลังได่เห็นคลิปจังหวะที่โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แสดงอาการเหมือนไม่พอใจเจมส์ มิลเนอร์ ที่มาขอสังหารจุดโทษ ในเกมที่ลิเวอร์พูลบุกเอาชนะคาร์ดิฟฟ์ 2-0 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

คลิปและรูปจังหวะดังกล่าว เป็นช่วงที่ เฟล่า เเฟนบอล ของลิเวอร์พูลถึงกับลุ้นที่ทาง “หงส์เเดง”ได้ลูกจุดโทษในนาทีที่ 80 หลังโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ถูก ฌอน มอร์ริสัน เหนี่ยวล้มลงในเขตโทษ โดยหน้าที่รับสังหารประจำทีมเบอร์หนึ่งเป็นของเจมส์ มิลเนอร์ ที่เพิ่งถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทนฟาบินโญ่ ซึ่งคลิปนี้แสดงให้เห็นว่า ดาวยิงอียิปต์ ถือบอลไว้เพื่อที่ตัวเองจะเป็นคนยิงแต่อดีตแข้งทีมชาติอังกฤษได้เดินเข้ามาพยายามจะดึงบอลออกไปเพื่อทำหน้าที่นี้

เเฟนบอล

โดยจังหวะแรกที่มิลเนอร์จะดึงบอลไปนั้น ดูเหมือนว่าซาลาห์จะไม่ยอมปล่อยบอลออกจากตัว จนรองกัปตันทีมหงส์แดงต้องอธิบายอะไรบางอย่างเพื่อให้ซาลาห์ยินยอม อย่างไรก็ดี เมื่อมิลเนอร์ดึงบอลไปแล้วนั้น สีหน้าสีตาของซาลาห์แสดงออกว่าไม่พอใจอย่างชัดเจน

หลังจากได้เห็นจังหวะดังกล่าวก็เกิดความเห็นต่างๆนาๆจากแฟนบอลหงส์แดง  ผู้ใช้ทวิตเตอร์ นามว่า Dijkimho ตั้งแง่ในจังหวะฉลองประตูที่สองว่า ซาลาห์ไม่ยอมเข้ามาดีใจกับมิลเนอร์ด้วยพร้อมตำหนิกับพฤติกรรมของดาวซัลโวประจำทีม “ผมไม่เห็นซาลาห์เข้ามาดีใจกับมิลเนอร์เลย? ซาลาห์ต้องให้เกียรติ

ทีมต้องมาก่อน นี่เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว” รวมถึง John O Sullivan ทวีตว่า “ชอบซาลาห์นะ แต่ถ้าเราได้จุดโทษเกมกับสเปอร์ส ในนัดชิง แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งเป็นลูกตัดสิน ผมจะให้มิลเนอร์ทำหน้าที่นี้”

เกมนี้ต้องยังดิ้นรนอย่างหนัก เพื่อพลิกสถานการณืหนีตายได้สำเร็จในโค้งสุดท้าย เกมนี้จึงสำคัญอย่างมากสภาพทีมเกมนี้ วอร์น็อคต้องลุ้นความพร้อมของอารอน กุนนาร์สสัน และ แฮร์รี่ อาร์เตอร์ ที่ไม่สมบูรณ์

ส่วนนาธาเนียล เมนเดซ-แลงก์ ที่ฟอร์มดีและทำประตูได้ในเกมล่าสุด ก็น่าจะได้รับโอกาสต่อไปฟาก เยอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือลิเวอร์พูล พาทีมเชลซี 2-0 ในเกมลีกล่าสุด ก่อนชนะเอฟซี ปอร์โต้ 4-1 ในเกมยุโรป เป็นการคว้าชัย 8 นัดติด แต่ในพรีเมียร์ลีกตกมารองจ่าฝูงชั่วคราว

ส่วนในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นอีกปีที่ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิสได้สำเร็จสภาพทีมเกมนี้ คล็อปป์ไม่มีปัญหาอะไรเพิ่มเติม พวกตัวหลักที่ได้พักเมื่อมิดวีกทั้งจอร์แดน เฮนเดอร์สัน, นาบี เกอิต้า และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ต่างพร้อมคัมแบ็ก

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีแฟนบอลที่เห็นต่างกับความเห็นข้างต้นและเลือกที่จะอยู่ข้างซาลาห์ “สิ่งที่เกิดขึ้นกับซาลาห์และมิลเนอร์ มันดูไม่ดีเลย – ซาลาห์ ยินดีช่วยทุกคน แต่ทุกคนกลับไม่มีใครช่วยเขา” ขณะที่ผู้ใช้ชื่อ Caluum Wright แสดงความเห็นอยู่หนุนหลังซาลาห์ว่า”ผมรู้ว่า ผมแตกต่าง

แต่ความเห็นส่วนตัวผมมองว่าซาลาห์ ควรได้ทำหน้าที่นี้” ซึ่งก็โดนโต้แย้งโดย Ishan Welde ว่า “มิลเนอร์ คือคนที่ดีสุดในสนามที่จะยิงจุดโทษ เขายิงเข้า เราชนะ อยู่ที่ 1 จบป่ะ”

เว็บ สมัคร holiday บอกว่าสำหรับ ซาลาห์ กำลัวคั่วตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกสมัยที่สองติดต่อกัน โดยซัดไปแล้ว 19 ประตู เท่ากับเซร์คิโอ อเกวโร่ และปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ซึ่งสถิติการสังหารจุดโทษปรากฎว่า ซาลาห์ พลาดไป 3 จาก 13 ครั้ง หนึ่งในนั้นเป็นเกมกับฮัดเดอร์สฟิลด์ เมื่อซีซั่นที่แล้ว

Tags :

โดยดารเเข่งในครั้วนี้ทาง ทีมบอล ลิเวอร์พูล จะต้องพ้นช่วงวิกฤตของ โม ซาลาห์ แล้วหรือยัง แต่…การยิงลูก 2-1 มีส่วนให้ลิเวอร์พูลเก็บ3 แต้ม นับว่ามาได้ถูกจังหวะเวลาอย่างยิ่งไม่ยิง 8 นัดต่อกันแล้วมายิงเกมสำคัญเกมนี้ ส่งผลให้สกอร์รวม 50 ลูกในพรีเมียร์ลีก ทำประตูด้วยตัวเลขที่เร็วกว่าอดีตกองหน้าหงส์ทุกคน  โดยเฉพาะยุคพรีเมียร์ลีกนี่ โม ซาลาห์ คืออันดับหนึ่ง

 ในการเเข่งครั้งนี้ ทีมบอล ได้ลงเล่นไป 69 นัดยิง 50 ลูกเร็วกว่า…ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกนั้น โม มาอันดับสาม ต่อจาก อลัน เชียเรอร์ 66 นัด ยิง 50 ลูก รุด ฟาน นิสเตลรอย 68 นัด ยิง 50 ลูก

นี่ถ้า โม ไม่ฝืดใน 8 นัดก่อนหน้านี้ เขาน่าจะแซง RVN แน่นอน

ทีมบอล

แน่นอนครับ….อาการฝืดและการเล่นของเขา 7-8 นัดก่อนหน้านี้ โดนวิจารณ์เละ หลายคนเรียกร้องให้ “ดร็อป” จากตัวจริง เผื่อจะดีขึ้น มั่นใจขึ้น

JK ไม่สนการเรียกร้องและเสียงวิจารณ์ ยังมั่นใจลูกทีมคนนี้ เหมือนที่เขาบอก โม ซาลาห์ เมื่อปีที่แล้วว่า  ซื้อมายิงประตู ไม่ใช่แอสซิสต์

ผลคือยิงกระจายปีก่อน ทำให้ปีนี้งานยากขึ้น มาตรฐานตกลงไปจากเดิม

ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่….สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ

1 โม ซาลาห์ ไม่ใช่ศูนย์หน้าอาชีพ วิญญาณเพชรฆาตมีไม่มาก สังเกตการยิงของเขาคือ จังหวะ หลุดเดี่ยว สวนกลับ ยิงเล่นทาง ปั่นโค้ง สวยงาม แต่การยิงแบบโป้ง ปิดบัญชีคมๆ หนักๆ นั้นไม่เห็น

2 อะไรทำให้ JK มั่นใจเลือกเขาเป็นตัวจบสกอร์ มากกว่า ปีกจอมแอสซิสต์

3 โม ซาลาห์ ต้องยืนระยะให้ได้ ผมว่าข้อ 2 และข้อ 3 นี่น่าสนใจมากๆ และมันได้ทำให้เห็นว่า…JK คือโค้ชที่ มีมุมมองแตกต่างจากหลักการและศาสตร์ฟุตบอล

เอาปีกมาเป็นตัวยิง…ซะงั้น ไม่ว่าเขาจะดื้อเพื่อพิสูจน์อีโก้และแนวคิดตัวเองอย่างไร ในแง่ของการapply ศาสตร์ฟุตบอล ย่อมถือว่ายอดเยี่ยม

ไม่ใช่กางตำราแล้วทำตามนั้น…พอตำราไม่บอก  แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ ดัดแปลงไม่เป็น  จนกลายเป็นโค้ชวิชาการไป…

โอเค…วันนี้แฟนหงส์ชื่นมื่นกับชัยชนะต่อนักบุญ รวมทั้งการกลับมายิงประตูของ โม ซาลาห์

นับจากนี้…หากคาดหวังที่จะยกระดับของเขาขึ้นสูงไปอีก เทียบเท่ากลุ่มนักเตะอย่าง รอบบี้ ฟาวเลอร์ , ไมเคิ่ล “ใครอะ”

และดาวยิงระดับตำนานอย่าง เอียน รัช และ เซอร์ โรเจอร์ ฮันต์ โม ซาลาห์ ต้องยืนระยะให้ได้ ในการลั่นไกสังหาร

  นี่พึ่งปีสองในการผันตัวเองมาเป็นดาวซัลโว มีสถิติจากสำนักข่าวบีบีซี รวบรวมมาน่าสนใจครับ…

โดยเว็บ สมัคร holiday palace เผยว่าเกมการเเข่งที่สูสีแล้วต้องการนักเตะสักคนที่สร้างความแตกต่าง ไม่ว่าเจอกับบิ๊กทีมหรือทีมระดับอื่นๆ ก็ตาม เกมแบบนี้….ซาลาห์ ต้องมา

โอเคครับ…แม้จะเป็นปีก…แต่เมื่อยิงได้เยอะขนาดนี้ เขามีโอกาสพัฒนาเป็นดาวยิงระดับโลกได้ เหมือนนักเตะอย่าง เลโอ เมสซี ที่เริ่มคือปีกริมเส้น ก่อนเป็นดาวยิงที่สุดยอดของโลก หรือคริสเตียโน โรนัลโด ที่เป็นปีกจอมสับ กลายเป็นดาวยิง…ในวันนี้

โม ซาลาห์ มีโอกาสนั้นแล้วครับ โดยเฉพาะอีก 5 นัดที่เหลือ…ถ้าเขามีส่วนในการจบสกอร์…แล้วทำให้ทีมเก็บชัยชนะรวมทั้งมีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์กับสโมสร

เขาน่าจะย่างเท้าก้าวเข้าไปในพรมแดนของคำว่า “ระดับโลก”  โดยยืนอยู่ใกล้ๆกับชื่อของ เมสซี และ คริสเตียโน โรนัลโด

เพียงแต่ ตอนนี้…โม ซาลาห์ กำลังมุ่งหน้าไปทางนั้น จากปีกริมเส้นที่จะกลายเป็น “ยอดดาวยิง”

Tags :

อาการน่าเป็นห่วงขึ้นเรื่อยๆ นะครับสำหรับการ เล่นฟุตบอล ในครั้งนี้ ทางโมฮาเหม็ด ซาลาห์ล่าสุดยิงไม่ได้ 7 นัดติดต่อกันเข้าให้แล้วในทุกรายการ ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาอันยาวนานมากที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาสวมเครื่องนุ่งห่มหงส์แดงเลยทีเดียว นอกจากนี้ใน 10 เกมล่าสุดที่ลงสนามทุกรายการก็ดันทำได้แค่ประตูเดียวเท่านั้น

ย้ำอีกครั้งว่าทำได้แค่ 1 ประตูเท่านั้น ชัดเจนว่านาทีนี้กำลังฟอร์มตกอย่างจงหนักเมื่อสังเกตจากฟอร์มการ เล่นฟุตบอล บนฟลอร์หญ้าก็สามารถมองออกด้วยตาเปล่าว่า…ไม่เหมือนเดิมหลักฐานสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านมองเห็นภาพที่คมชัดเกิดขึ้นในศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้

เล่นฟุตบอล

พี่แกมีโอกาสสับไกยิงแบบไม่ได้รับอนุญาตให้พลาด 2 ครั้ง หากเป็นซีซั่นที่แล้ว บอกได้เลยครับว่า ”ไส้แตก” แน่นอน หรืออย่างห่วยแตกที่สุดก็ควรยิงได้สัก 1 ประตู แต่กลับเอามันไปยัดลงโถส้วมที่กูดิสัน พาร์ค แล้วกดชักโครกทิ้งแบบไม่มีเหตุผลและไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น

จากที่เคยฉีกคู่แข่งเหมือนฉีกกระดาษ ด้วยการเลี้ยงกินตัวคู่แข่งแบบเอนจอยรูปาก และจากที่ตะบันยิงอย่างไรก็พุ่งเข้าไปตุงตาข่าย กลายเป็นอาการติดๆ ขัดๆ อย่างไรพิกล

อะไรที่เคยทำได้อย่างราบรื่นก็ไม่ราบรื่นเหมือนเดิม จนนำมาซึ่งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับดาวเตะวัย 26 กะรัตผู้นี้ ???อืมมมมมม…นะก่อนอื่นขอนำทุกท่านย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

หลังจากเลื้อยตูดตัวเองมาจากโรม่า มาใหม่ๆ ด้วยค่าตัวประมาณ 34 ล้านปอนด์

แรกทีเดียวคงไม่มีใครคาดคิดหรอกครับว่าดาวเตะอียิปต์ผู้นี้จะสถาปนาตัวเองเป็นดาวถล่มประตูตีนระดับพระกาฬผู้เดินทางมาขย่มพรีเมียร์ลีก

บัดดล! เหมือนใครเอาไฟไปจุดใส่ตีนของคุณพี่เขา ว่าแล้วกระหน่ำประตูแบบระห่ำโคตรโหดแบบไม่ปรานีใครไปทั้งหมดถึง 44 ดอก โดยแบ่งเป็นการยิงในพรีเมียร์ลีก 32 ประตู

พลางกระทืบสถิติของสุดยอดดาวยิงคนเก่าอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ (31 ประตู) และ เฟร์นานโด ตอร์เรส (33 ประตู) จนสิ้นซาก ทั้งที่ไม่ใช่หัวหอกตัวเป้าผู้มีหน้าที่ถล่มตาข่ายโดยตรงซะด้วย

มิเท่านั้นยังอหังการถึงขั้นทำลายสถิติถล่ม 42 ประตูในฤดูกาลเดียวของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตอนอยู่กับแมนฯ ยูไนเต็ด อีกต่างหาก

ลงเล่น 52 นัด ยิง 44 ประตู ค่าเฉลี่ยคือ 0.84 ประตูต่อนัดเรียกว่าเป็น ”ปรากฏการณ์” เลยทีเดียว ส่วนแถวบ้านผมอุทานว่า ”บ้าไปแล้ว”

มันคือความยอดเยี่ยมนะครับ เพียงแต่ในอีกมุมหนึ่ง มันกลับกลายเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองที่สูงจนเกินไปกว่าที่จะเอื้อมถึงอีกครั้งมันจึงนำมาซึ่งข้อเปรียบเทียบแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

เจ้าของสมญา ”เดอะ ฟาโรห์” ถูกจับจ้องอย่างจงหนักว่าจะทำได้เหมือนกับฤดูกาลที่แล้วหรือใกล้เคียงกับของเดิมหรือเปล่า?

นี่แหละคือ…ความกดดัน ฤดูกาลนี้ โม ซาลาห์ เปิดตัวตอนต้นฤดูกาลแบบไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ 11 นัดแรกที่ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลในทุกรายการ ซัดไปแค่ 3 ประตูเท่านั้นเอง

…ว่าแล้วก็ถูกตราหน้าด้วยภาษาอังกฤษว่า ”One Season Wonder” คำนี้แปลงโวหารเป็นไทยประมาณว่า ”มหัศจรรย์ฤดูกาลเดียว”

เข้าใจไหมครับ สรุปว่ามึงไม่ได้เก่งจริงนี่หว่า คือมันเป็นแค่ความมหัศจรรย์ ด้วยจังหวะและเวลาที่ลงตัวทุกอย่างซะมากกว่า แต่ในระยะยาวกลับตกต่ำกว่ามาตรฐานเดิมอย่างน่าเกลียดน่ากลัวตัวละ 3 บาท เพราะการสถาปนาตัวเองเป็นสุดยอดดาวถล่มประตูตัวจริง มันต้องดูกันยาวๆ ไม่ใช่ประเดี๋ยวประด๋าวแค่ฤดูกาลแรกเพียงฤดูกาลเดียว

ขณะเดียวกัน มันอาจเป็นการด่วนตัดสินไปหน่อยว่าเขาจัดเป็นผู้เล่นในประเภทนั้น เพราะหากย้อนกลับไปดูสถิติในฤดูกาลแรกที่ลงเล่นให้หงส์แดง คุณจะพบว่า โม ซาลาห์ ก็ไม่ได้เปิดตัวด้วยความเร็วแรงแบบทะลุนรกและกะซวกทุกอย่างที่ขวางหน้า โดย 13 นัดแรก ทำได้ 6 ประตู

3 ประตูจาก 10 นัดแรก ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งแฟนหงส์เองก็คงไม่ได้หวังสูงถึงขนาดต้องยิงได้เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมอยู่แล้ว เพราะมาตรฐานเดิมมันสูงลิบลิ่ว

แถมต้องไม่ลืมด้วยว่าเขากลับมาพร้อมอาการหลอนที่หัวไหล่ ซึ่ง เซร์คิโอ รามอส เป็นผู้มอบให้ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกตามประวัติบอกว่าฟอร์มการถล่มตาข่ายของ โม ซาลาห์ จะมาติดเอาในช่วงกลางๆ ฤดูกาล

เช่นกันกับซีซั่นนี้ที่หลังจากเปิดตัวไม่ค่อยโสภาและสถาพรสักเท่าไหร่ ต่อเมื่อเครื่องติดแล้วก็เหมือนจะหยุดไม่อยู่แม้นจะทำได้เพียง 3 ประตูในช่วง 10 นัดแรก ทว่า 12 เกมต่อมา เขาก็ติดเครื่องจนกระทุ้งไปถึง 10 ประตูเลยทีเดียวเชียว

ช่วงนั้นแหละที่ทะยานขึ้นมาขับเคี่ยวกับ กุน อเกวโร่ และ แฮร์รี่ เคน ในทำเนียบดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกพลางเอาตีนลูบหน้าไอ้พวกที่บังอาจมาปรามาสว่าเป็น ”วัน ซีซั่น วันเดอร์” พร้อมฝากคำว่า ”พ่องงงงตาย”

ดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหาอะไรในการถล่มประตูอย่างต่อเนื่องเหมือนเดิม แถมฟอร์มการเล่นของหงส์แดงก็ร้อนแรงแบบสุดฤทธิ์สุดเดชกระทั่งเหมาคนเดียว 2 ประตูในเกมที่พลิกกลับมาเชือดคริสตัล พาเลซ 4-3หลังจากนั้นก็เริ่มมีปัญหาในการล่าตาข่ายอีกครั้ง

เพราะในอีก 10 นัดต่อมาดันคลำเป้าเจอแค่ครั้งเดียว…ซะอย่างนั้น!ซีซั่นปัจจุบันถึงตอนนี้ลงเล่นให้ลิเวอร์พูลไปแล้ว 39 นัด ยิงได้ 20 ประตู ค่าเฉลี่ยคือ 0.51 ประตู ต่อ 1 นัด

ตกจากเมื่อฤดูกาลที่แล้ว 0.84 ประตู ต่อ 1 นัดไปเยอะเลย

ตำแหน่งประจำคือกองหน้าขวาในระบบ 4-3-3 สไตล์การเล่นอันเป็นจุดเด่นคือการลากตัดเข้าด้านในแล้วสับไกยิง ซึ่งเคยหวังผลได้สูงมาก พอมาซีซั่นนี้เขาจะถูกคู่ต่อสู้บีบให้ออกไปด้านกว้างมากขึ้นและพยายามลงมาซ้อนหลายๆ ชั้น เพื่อไม่ให้มีทั้งพื้นที่และเวลาในการสับไกง่ายๆ

บางนัดก็ต้องสวมบทศูนย์หน้าตัวเป้าในระบบ 4-2-3-1 แน่นอนว่าด้วยตำแหน่งการเล่นเอื้อให้มีโอกาสยิงมากขึ้น กระนั้นก็ถูกคู่แข่งรุมประกบติดแบบไม่ยอมให้กระดิกเช่นกัน

ไหนจะฟอร์มการเล่นที่ตกลงไป แล้วไหนคู่แข่งจะระมัดระวังมากขึ้น มันเลยยิ่งเป็นแรงบวกไปกันใหญ่

ในสถานการณ์นี้ที่กำลังขับเคี่ยวแย่งแชมป์กับแมนฯ ซิตี้ กันอย่างเมามัน ขอบอกว่า ”หงส์แดง” ต้องการเครื่องจักรถล่มประตูคนเดิมกลับมาโดยด่วนนะครับ

อย่างไรก็ตาม

ในช่วงที่ดาวถล่มประตูตีนพระกาฬคนเดิมถูกเอเลี่ยนลักพาตัวไป ลิเวอร์พูลยังพอถูๆ ไถๆ เอาตัวรอดไปได้ในแต่ละนัด ประกอบกับมีนักเตะอีกคนของลิเวอร์พูลที่ระเบิดฟอร์มกระฉูดขึ้นมาพอดี

ซาดิโอ มาเน่ ครับ ซาดิโอ มาเน่

ฟอร์มการระเบิดตาข่ายของดาวเตะเซเนกัลผู้นี้กำลังร้อนแรงแบบเกินห้ามใจจริงๆ นะครับ

11 นัดล่าสุดในทุกรายการ พี่แกกระทุ้งไป 11 ดอก

เรียกว่าสามารถทดแทนกันได้แบบไม่เหลื่อมล้ำประหนึ่งควบควายธนูมากอบกู้ในสถานการณ์ที่บีบหัวใจแบบนี้พอดีเลย

เบื้องต้นจากการฟอร์มตกของ โม ซาลาห์ – ลิเวอร์พูลจึงไม่ถือว่าเสียหายสักเท่าไหร่ อย่างน้อยมีคนมายิงแทนในจังหวะที่ตัวเองปืนฝืดพอดี

ทีนี้ทางเว็บ ทางเข้าเกม holiday บอกว่าคิดดูนะครับว่าถ้าดาวเตะผู้ได้ชื่อว่าเป็น ”เจ้าชายแห่งอียิปต์” กลับคืนฟอร์มใกล้เคียงกับฤดูกาลที่แล้ว มันจะน่าสยดสยองขนาดไหน

คำถามคือแล้วเขาจะคืนฟอร์มทันเวลาหรือเปล่า ???อนึ่ง ช่วงท้ายฤดูกาลที่แล้ว โม ซาลาห์ ฟอร์มกระฉูด โดย 8 นัดสุดท้ายในพรีเมียร์ลีก ยิงได้ 8 ประตู

อันนี้ก็ไม่รู้สินะ – ที่แน่ๆ คือเริ่มมีเสียงเรียกร้องให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำการดร็อป โม ซาลาห์ ออกจากตำแหน่งตัวจริงแล้วให้ เซอร์ดาน ชากิรี่, ดิว็อค โอริกี้ หรือ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ รวมถึง อดัม ลัลลาน่า ออกสตาร์ตแทนบ้างแล้ว

อาการฟอร์มตกของนักเตะโดยส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องของสภาพจิตใจนะครับ หากปลดล็อกให้ตัวเองด้วยการกลับกะซวกตาข่ายได้อีกครั้งเมื่อไหร่ บางทีความมั่นใจอาจก็จะคืนกลับมา

เพราะฝีเท้าหรือความสามารถ มันบรรจุอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว ไม่หนีไปไหน แถมดาวเตะทุกคนในโลกและดาวอังคารย่อมมีช่วงดาวพุธถอยหลังด้วยกันทั้งนั้นแบบไม่มีข้อแม้ฉะนั้น & ฉะนี้ มันก็คงตอบไม่ได้หรอกครับว่า โม ซาลาห์ จะกลับมาทันเวลาหรือเปล่า

บางทีเขาอาจจะเตลิดเปิดเปิงออกอ่าวออกทะลไปไกลจนหาทางกลับเข้าฝั่งไม่เจอ…ก็…เป็น…ได้ เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสังเกตจากฟอร์มการเล่นของเขาในเกมล่าสุดที่ยังไม่กระเตื้องขึ้นสักเท่าไหร่ ขนาดเจอคู่แข่งอย่างฟูแล่มที่เกมรับบัดซบตบชักสิ้นดี

หรือบางทีมันอาจขึ้นอยู่กับคนบนฟ้า หากพระเจ้าอยากให้โลกเกิดความไม่สงบสุข เอ๊ย! ไม่ใช่ โทษๆๆๆ หากพระเจ้าอยากให้ลิเวอร์พูลสิ้นสุดการรอคอยอันยาวนานด้วยการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้งบางทีเครื่องจักรถล่มประตูคนเดิมอาจจะกลับมาแบบดื้อๆ เหมือนตอนที่ถูกลักพาตัวไปนั่นแหละ

Tags :