โทษฐานที่ทำสถิติได้จุดโทษภายในเวลาฤดูกาลเดียวมากที่สุดถึง 14 ครั้งทีม ฟุตบอล แมนฯ ยูไนเต็ด จึงได้รับเกียรติอย่างแรง ด้วยการถูกยกให้เป็น “แชมป์จุดโทษ” แบบสมภาคภูมิ เสียนี่กระไร

ได้รับเกียรติซะขนาดนี้ บรรดาเด็กผีควรจะยินดียอมรับ เพราะจะว่าไปมันก็น่าภูมิใจเหมือนกันนะครับถ้าเอาแบบที่เขาถ่มถุยกันในโลกโซเชี่ยลก็ต้องบอกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยัดเงินซื้อผู้ตัดสินในพรีเมียร์ลีกเอาไว้เรียบร้อยแล้วนั่นแหละบ้างก็บอกว่าทีม ฟุตบอล  แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมมาเฟียที่ผู้ตัดสินให้ความยำเกรงมาตั้งแต่ตอนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังไม่วางมือ

ฟุตบอล

บางคนก็ถ่มถุยต่อมาว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีทางจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 3 ในตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอย่างแน่นอน – เอาเข้าไป

นี่คือความเห็นของพวกแฟนบอลบางประเภทที่วันๆ สักแต่จะล้อเลียนและถากถางกันแบบเอาเป็นเอาตายในโลกโซเชี่ยลที่นับวันยิ่งทวีความน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปราศจากการคิด – วิเคราะห์ และแยกแยะ

แต่หากลองพินิจและพิจารณาถึงความเป็นไปได้ตามหลักวิทยาศาสตร์แบบเพียวๆ ถึงสาเหตุที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดโทษมากที่สุด

อันดับแรกคือผู้เล่นในแผนกเกมรุกของปีศาจแดงมีความคล่องแคล่วและรวดเร็วประหนึ่งได้รับอนุญาตจากท่านยมบาลให้แหกโค้งไปชนเสาไฟฟ้าคอหักตายได้วันละ 3 เวลา

ผู้เล่นในหน่วยล่าสังหารของ แมนฯ ยูไนเต็ด อันประกอบด้วยตัวหลักอย่าง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด, เมสัน กรีนวู๊ด, ดาเนี่ยล เจมส์ และบรูโน่ แฟร์นันด์ส – พวกเขาเหล่านี้ล้วนมีสปีดกงล้อตีนที่รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม แถมมีความสามารถเฉพาะตัวสูงอีกต่างหา

ขนาดมิดฟิลด์ตัวกลางอย่าง ปอล ป็อกบา ที่ไม่ได้มีความเร็วอะไรมากมาย แต่ด้วยทักษะความสามารถเฉพาะตัวบวกกับความแข็งแกร่ง ดาวเตะค่าตัว 89 ล้านปอนด์ผู้นี้เคยเลี้ยงหลบคู่แข่งจนถูกดึงแทบหงายท้องเรียกจุดโทษให้ทีมได้สำเร็จมาแล้ว

ยิ่งกองหน้ามีความเร็วและคล่องมากเท่าไหร่ มันก็มีโอกาสโดนกองหลังคู่แข่งหยุดด้วยการทำฟาวล์มากขึ้นเท่านั้น อันนี้เป็นเหตุผลเบื้องต้นที่ใครๆ ก็น่าจะนึกได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม

ใครบางคนเคยเอาเหตุผลของผมในข้อนี้ไปโต้แย้งแบบลับหลัง โดยอ้างว่า…แล้วกองหน้าทีมอื่นไม่มีความรวดเร็วหรือ ???

กองหน้าทีมอื่นก็เร็วเหมือนกัน ทำไมถึงไม่ได้จุดโทษบ่อยๆ เหมือน แมนฯ ยูไนเต็ด

อืมมมมม…จริงๆ อยากตอบกลับไปว่า ‘กูจะไปรู้ป้ามึงเหรอครับ’ คือกองหน้าทีมอื่นๆ มันก็คงเร็วเหมือนกันนั่นแหละ ไม่เถียง และกองหน้าของ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้เร็วอยู่แค่ทีมเดียวแน่ๆ เพียงแต่กู เอ๊ย! ผมไม่ได้วิเคราะห์ถึงทีมอื่นไงครับ ผมแค่พยายามหาสาเหตุว่าทำไม แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงได้จุดโทษมากกว่าชาวบ้าน ซึ่งบางทีอาจเพราะพวกเขามีผู้เล่นในแผนกกองหน้าที่รวดเร็ว…ก็…เป็น…ได้

อันดับต่อมาคือวิธีการเล่นเกมรุก

เมื่อสังเกตจากการทำเกมรุกของทีมปีศาจแดงจากการทำงานของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คุณจะพบว่าพวกเขาชอบทำชิ่ง 1-2 เพื่อเจาะเข้าไปในกรอบเขตโทษ

เฉพาะอย่างยิ่ง 3 ประสานในตำแหน่งกองหน้า รวมถึงเพลย์เมคเกอร์อย่าง “บรูโน่” ที่จะใช้วิธีทำชิ่งจังหวะเดียวบ้าง 2 จังหวะบ้าง แล้วสอดตัวเข้าไปหาจังหวะสับไกในกรอบเขตโทษ

นอกจากนี้ยังมีการแทงทะลุช่องสลับกับวางบอลยาวจากแนวลึกให้ผู้เล่นที่เร็วกว่านรกอย่าง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และเมสัน กรีนวู๊ด พุ่งโฉบเอาบอล เฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะสวนกลับที่มีพื้นที่ว่างมากมาย

บ่อยครั้งก็ใช้ความสามารถเฉพาะตัวลากลูกเข้าไปหาจังหวะสับไกในกรอบเขตโทษมากกว่าการเปิดเข้ามาจากทางริมเส้น

แน่นอนว่าด้วยรูปแบบเล่นลักษณะนี้มันค่อนข้างล่อตีนคู่แข่งและเสี่ยงต่อการโดนทำฟาวล์

ที่สำคัญทีมที่เน้นเกมรุก และพยายามเข้าทำเร็ว ย่อมมีโอกาสได้จุดโทษมากกว่าทีมที่เน้นเกมรับอย่างรัดกุมอยู่แล้ว

สังเกตได้ว่าส่วนใหญ่ จุดโทษที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้รับในฤดูกาลนี้ ผู้เล่นสายพันธุ์อสูรแดงโดนคู่แข่งเสียบคว่ำจริงๆ นี่หว่า…หาได้พุ่งล้ม

ตัวอย่างล่าสุดในเกมสุดท้ายของฤดูกาล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล กำลังจะหลุดเดี่ยวเข้าไปเผชิญหน้ากับผู้รักษาประตูของ เลสเตอร์ ซิตี้ ก่อนจะถูก จอนนี่ อีแวนส์ และ เวส มอร์แกน พุ่งเข้าเสียบจากข้างหลังพร้อมกันอย่างหนักหน่วง โดยไม่สัมผัสบอลเลยสักนิด มันก็ชัดเจนเหลือเกินน่าจะมีความเป็นจุดโทษมากกว่าลูกตั้งเตะจากประตู

หากใครมองว่าจังหวะนั้นควรเป็นลูกตั้งเตะจากประตู หรือมองว่า ‘ไอ้หมัก’ ควรโดนใบเหลือง ข้อหาพุ่งล้ม แนะนำว่ามึงเปลี่ยนไปดู ‘เปตอง’ ดีกว่า อย่ามาดูเกมฟาดแข้งเลยครับ เพราะมันคงดูยากเกินสติปัญญา

ในเมื่อโดนทำฟาวล์ในเขตโทษจริงๆ มันก็ต้องเป็นจุดโทษสิ มึงจะให้ทำอย่างไรล่ะ ???

แล้วอย่าลืมสิครับว่าเดี๋ยวนี้มี VAR มาช่วยตัดสินแล้วด้วย

ย้ำอีกครั้งว่ามี VAR มาช่วยตัดสินแล้ว

ประเภทเลี้ยงๆ อยู่แล้วเกิดอาการขาอ่อนเสียการทรงตัวและหัวใจล้มลงไปกองบนฟลอร์หญ้าแบบไม่มีเหตุผล และไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น หรือประเภทเลี้ยงๆ อยู่แล้วทำหลังแอ่นพลางดีดตัวไปข้างหน้าดื้อๆ (ท่านี้คุ้นๆ นะ) ผู้ตัดสินเขาไม่เป่าให้มึงหรอกครับ

เพราะเขามองออกว่าเป็นการตบตา

ประมาณว่ามันไม่เนียน ไปเรียนมาใหม่

สุดท้ายมันคงเป็นเรื่องของจังหวะ และโชคดวง

บางทีของอย่างนี้มันไม่เข้าใครออกใคร แล้วก็ไม่มีใครมาบังคับ ไม่มีใครใช้ให้คู่แข่งมาเตะมาเสียบผู้เล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเขตโทษสักหน่อย

อย่างจังหวะที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส หมุนตัวพลิกบอล ก่อนเอาปุ่มสตั๊ดไปเฉาะหน้าแข้งของผู้เล่น แอสตัน วิลล่า แล้วดันเจ็บเองแถมได้จุดโทษนั้น

หากใครได้ดูการถ่ายทอดสดเกมนั้น เห็นจังหวะนั้น และดูภาพช้าในจังหวะนั้นอย่างตั้งใจ โดยพอจะดูบอลเป็นบ้างก็น่าจะรู้ว่ามันเป็นจังหวะเทิร์นบอลของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แล้วไปปะทะกันกับกองหลังที่พุ่งเข้ามาสกัดแบบไม่ตั้งใจ หาได้มีเจตนาพุ่งล้ม

อนึ่ง ผู้ชมทางบ้านอย่างผมมองว่าจังหวะนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ควรได้จุดโทษหรอกครับ ยอมรับ เพราะต่างคนต่างเจตนาเล่นบอล

แต่ VAR ดันยืนยันว่าเป็นจุดโทษ…ซะอย่างนั้น ผมถึงบอกอยู่นี่ไงครับว่ามันเป็นเรื่องของจังหวะ และโชคดวงด้วย โดยอธิบายง่ายๆ ว่าทุกทีมมีสิทธิ์ได้จุดโทษบ่อยๆ เหมือนกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจังหวะมันจะไปตกอยู่ที่ทีมใดมากที่สุด

ปัญหาคือ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่อุโฆษบันลือจนเป็นที่สนใจมากกว่าชาวบ้านไง

ทีมอื่นได้จุดโทษบ่อยไม่เป็นไร ไม่มีใครสนใจ ยกตัวอย่างเช่น ลาซิโอ ในกัลโช่ที่ซีซั่นนี้ได้จุดโทษไปแล้ว 17 ครั้ง

หรือลองนึกดูนะครับว่าถ้ากากทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดในฤดูกาลนี้คือ เบิร์นลี่ย์ หรือ เซาธ์แฮมป์ตัน มันก็คงไม่มีใครใคร่สนใจเอาเรื่องสักเท่าไหร่

เว็บ ติด ตั้ง holiday palace แต่พอเป็นทีมดังอย่าง “ปีศาจแดง” เท่านั้นแหละ มันจะหนักหัวกบาลอย่างจงหนัก กระเสือกกระสนทุรนทุราย ประหนึ่งพวกพี่ๆ เขาไปได้จุดโทษบนฮวงซุ้ยอาว์ม่ามึงขึ้นมาทันที

มิเท่านั้น

การได้จุดโทษบ่อยครั้งที่สุดในพรีเมียร์ลีก มันคงมีส่วนช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด จบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 แบบไม่คิดไม่ฝันจนได้กลับไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั

Tags :

ทีม ฟุตบอล ลิเวอร์พูล กลับมาทำผลงานได้ดีเยี่ยมอีกครั้ง ด้วยการเปิดสนามแอนฟิลด์ ไล่ทุบ “สิงห์ผงาด” แอสตัน วิลล่า 2-0 ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ “หงส์แดง” ไม่แพ้ใครในบ้านกับการเล่นเกมลีกไปแล้ว 57 แมตช์ โดยชนะ 47 เสมอ 10 แมตช์ แถมยังชนะรวด 24 เกมติดต่อกันซะด้วย

    ทีม ฟุตบอลหงส์แดง” เพิ่งจะโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จัดการเผาเครื่องในเกมเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ และลูกทีมของเขากลับมาเรียกศรัทธา คืนได้ทันที โดยไล่ต้อน วิลล่า โดยได้สองประตูจาก ซาดิโอ มาเน่ และ เคอร์ติส โจนส์ ทำให้ทีมเก็บ 3 แต้มสำคัญได้สำเร็จ

ฟุตบอล

1.  มาเน่ สำคัญเสมอ 

    ก่อนที่จะเกิดมาตรการล็อกดาวน์ มีการพูดกันในวงกว้างว่า นักเตะแห่งปีของสโมสร น่าจะเป็น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม “หงส์แดง” ซึ่งว่ากันว่าควรจะได้รับรางวัลแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ในฤดูกาลนี้

แต่สำหรับนักเตะที่ดีที่สุดจากมุมมองของสาวก “เดอะ ค็อป” แน่นอนว่าพวกเขาโหวตให้กับ ซาดิโอ มาเน่ ให้รับตำแหน่งแข้งแห่งปีของพวกเขา โดย ดาวเตะเจ้าของเสื้อหมายเลข 10 มีบทบาทสำคัญมากๆ ในเกมรุกของทีม โดยเฉพาะการที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับ ดิว็อค โอริกี้ ขาดคุณภาพในการจบสกอร์

ดาวเตะชาวเซเนกัล จัดการซัดประตูแรกให้กับทีม ซึ่งเป็นประตูที่ 20 ของเขาจากการเล่นทุกรายการในฤดูกาลนี้ และยังเป็นประตูที่ 50 ที่สามารถยิงได้ในถิ่นแอนฟิลด์ด้วย ที่สำคัญเขามีส่วนอย่างยิ่งในการช่วย “เดอะ เร้ดส์” คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ

2. ได้เวลาใช้ระบบโรเตชั่น

    การเห็น เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ลงเล่นตัวจริงในเกมนี้ ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูล เริ่มเป็นห่วงสภาพร่างกายของทั้งคู่ที่กรำศึกหนัก และส่งผลต่อฟอร์มการเล่นในสนาม ซึ่งเกมปะทะกับ วิลล่า ทั้งสองคนค่อนข้างจะเล่นไม่ออก และมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดจากอาการล้าจากการลงสนามบ่อยเกินไป

ฉะนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่ คล็อปป์ เตรียมที่จะใช้ระบบโรเตชั่นในเกมที่จะดวลกับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน และ เบิร์นลี่ย์ โดยนักเตะที่เตรียมจะได้รับโอกาสก็คงหนีไม่พ้น เนโก วิลเลี่ยมส์ ซึ่งน่าจะได้ลงสนามในแมตช์พบ ไบรท์ตัน วันพุธนี้โดยจะเป็นการลงเล่นตัวจริงในลีกแมตช์แรกของเขา ขณะที่ เจมส์ มิลเนอร์ น่าจะกลับมาฟิตสมบูรณ์ และลงประจำการแทน โรเบิร์ตสัน ที่จะได้พักร่างกายหลังกรำศึกมานาน

ขณะที่ เคอร์ติส โจนส์ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองในเกมนี้ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการซัดประตูติดกล่องซึ่งเป็นการฉลองการขยายสัญญาของนักเตะไปในตัว โดยตอนนี้ ดาวเตะวัย 19 ปี ลงเล่นในเกมลีกไปแล้ว 3 แมตช์และต้องการอีก 2 เกม ก็จะทำให้เขาได้รับเหรียญแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งแน่นอนว่า คล็อปป์ เตรียมจะให้โอกาสนักเตะได้ลงสนามตัวจริงในช่วงที่เหลืออยู่ของซีซั่นนี้

3. เบ็คเกอร์เหนียวหนึบเหลือเกิน 
อลีสซง เบ็คเกอร์ มีลุ้นที่จะรักษารางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม หรือ “โกลเด้น โกลฟ” ในฤดูกาลนี้ หลังจากทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับทัพ “หงส์แดง” มาตลอดในฤดูกาลนี้ โดยล่าสุดก็จัดการเก็บคลีนชีต ในแมตช์สอย แอสตัน วิลล่า ที่แอนฟิลด์

ฟอร์มของ อลีสซง มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้ “เดอะ เร้ดส์” ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้ โดยในแมตช์รับมือ “สิงห์ผงาด” นายทวารรูปหล่อทีมชาติบราซิล โชว์ลีลาการป้องกันประตูได้หลายต่อหลายครั้ง ทำให้ต้นสังกัดเก็บ 3 คะแนนได้สำเร็จ

4. โจนส์ นับวันยิ่งอนาคตสดใส 
เคอร์ติส โจนส์ ชื่อนี้สาวก “เดอะ ค็อป” ต้องจำเอาไว้ให้ดีๆ เพราะนี่คืออนาคตของ “หงส์แดง” อย่างแท้จริง โดยนักเตะเพิ่งจะอายุเพียง 19 ปี แต่มีส่วนอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของสโมสร โดยเฉพาะการลงสนามในเกมฟุตบอลถ้วยไม่ว่าจะเป็น เอฟเอ คัพ และ คาราบาว คัพ ในฤดูกาลนี้

โจนส์ เพิ่งจะได้รับรางวัลด้วยการสลัดน้ำหมึกขยายสัญญายาวอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ และเขาก็จัดการฉลองด้วยการตะบันประตูตอกฝาโลงใส่ แอสตัน วิลล่า ในช่วงนาทีสุดท้ายของเกม ทำให้ตอนนี้เจ้าตัวส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายให้ทีมรักไปแล้ว 3 ลูกจากทุกรายการ และเป็นประตูแรกในเกมพรีเมียร์ลีก

ดาวเตะวัย 19 ปี ถูกส่งลงมาเล่นในนาทีที่ 84 และใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีก็ใส่ชื่อบนสกอร์บอร์ดในฐานะผู้ทำประตูได้อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่า โจนส์ เป็นความภาคภูมิใจของสาวก “เดอะ ค็อป” เพราะเขามีความเป็น “สเกาเซอร์” ทั้งตัวและหัวใจตั้งแต่เยาว์วัย

ยิ่งไปกว่านั้น โจนส์ ยังกลายเป็นแข้งลิเวอร์พูลที่อายุน้อยที่สุด (19 ปี กับ 157 วัน) ที่ยิงประตูในเกมพรีเมียร์ลีกได้ นับตั้งแต่ที่ เทนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (19 ปี กับ 80 วัน) เคยทำได้มาแล้วในแมตช์ที่นำทัพ “หงส์แดง” ปะทะ “หงส์ขาว” สวอนซี ซิตี้ เมื่อเดือนธันวาคม 2017
5. ลุ้นทำสถิติทะลุ 100 คะแนน
คงจะไม่ใช่เป็นการอวยกันเกินไป หากจะบอกว่า คล็อปป์ ยังคงมองเห็นโอกาสในการนำ ลิเวอร์พูล ทำแต้มให้เกินทะลุหลัก 100 คะแนนในฤดูกาลนี้ หลังพวกเขาสามารถเก็บ 3 แต้มสำคัญในแมตช์รับมือ แอสตัน วิลล่า ทำให้ความหวังที่จะเห็นสถิติใหม่ในพรีเมียร์ลีก เริ่มกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง

เว็บ holiday palace สมัคร บอกว่าสำหรับตอนนี้เหลือเกมลีกให้ลงสนามอีกเพียง 5 แมตช์ และจากการที่ “หงส์แดง” จัดการสอย วิลล่า 2-0 ทำให้พวกเขาเก็บเพิ่มได้อีกเป็น 89 คะแนน และจากแมตช์ที่เหลืออยู่มีถึง 15 แต้มให้เก็บ ฉะนั้นหากพวกเขาสามารถสอยชัยชนะได้ทั้งหมดจะมีคะแนนเบ็ดเสร็จ 104 แต้ม ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ในการเก็บคะแนนสูงสุดในลีก

ต้องบอกเลยว่าสถิตินี้มีความสำคัญมากๆ กับ “เดอะ เร้ดส์” เพราะเป็นเหมือนแรงกระตุ้นของ คล็อปป์ และลูกทีม ในการทำคะแนนให้ได้สูงสุด และยังเป็นการทำผลงานได้เหนือกว่า “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยทำสำเร็จตอนคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 2017/2018 ด้วยสถิติ 100 คะแนน

Tags :

เปิด 5 เรื่องสำคัญที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือของทีม ฟุตบอล แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องรีบตัดสินใจในซัมเมอร์นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับไปไล่ล่าแชมป์ซีซั่นหน้า

 ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019/20 กำลังจะกลับมาแข่งกันต่อในวันพุธที่ 17 มิถุนายนนี้ หลังหยุดยาวมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ฟุตบอล

ก่อนที่ลีกจะระงับเตะไปนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รั้งอันดับ 5 ของตาราง ตาม เชลซี ทีมอันดับ 4 อยู่ 3 คะแนน โดย โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ “ปีศาจแดง” หวังขยับพาทีมขึ้นไปติดท็อปโฟร์ให้ได้ เพื่อไปเล่นถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

ไม่ว่าซีซั่นนี้จะจบลงอย่างไร โซลชา ก็ยังมีหลายสิ่งให้คิดหนักในช่วงซัมเมอร์ ก่อนที่จะมีเวลาพักไม่นานกับการเปิดฉากฤดูกาลใหม่ โดย 5 เรื่องที่ต้องรีบตัดสินใจมีดังนี้ (ตามการวิเคราะห์จาก เดลี่ สตาร์)

1. ใครจะเป็นมือ 1 

ในเวลานี้ นายทวารมือ 1 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงเป็น ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูทีมชาติสเปน อย่างไรก็ตาม เริ่มมีเสียงเรียกร้องจากแฟนบอลบางส่วนให้ดึง ดีน เฮนเดอร์สัน กลับมาเป็นมือ 1

เฮนเดอร์สัน ทำผลงานเยี่ยมระหว่างที่ไปเล่นให้ เชฟฯ ยูไนเต็ด แบบยืมตัว จนมีส่วนสำคัญที่ทำให้ทีม “ดาบคู่” มีลุ้นทำอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรป

โซลชา ควรตัดสินใจให้ชัดเจนว่า ใครจะเป็นมือ 1 ในซีซั่นหน้า และหากเป็น เด เคอา เหมือนเดิมก็ต้องตัดสินใจถึงอนาคตของ เฮนเดอร์สัน ว่าจะปล่อยยืมต่อหรือไม่

2. คู่ขาของ แม็กไกวร์

แน่นอนว่า เซนเตอร์แบ็กตัวหลักของ “ปีศาจแดง” คือ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่ซื้อมาจาก เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปีที่แล้ว และเวลานี้เป็นกัปตันทีมไปแล้ว

อย่างไรก็ดี ปัญหาคือใครกันที่เหมาะจะมายืนคู่กับ แม็กไกวร์ โดยซีซั่นนี้ส่วนใหญ่จับคู่กับ วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ แต่ก็มีหลายนัดที่ดาวเตะสวีดิช ยังแสดงให้เห็นว่ามีหลุดๆ ไปบ้าง

โซลชา ต้องรีบตัดสินใจว่า จะหาเซนเตอร์แบ็กคนใหม่ หรือให้โอกาส ลินเดอเลิฟ ต่อไป หรือจะเปิดโอกาสให้ อักเซล ตวนเซเบ้

3. แบ็กซ้าย

เบรนดอน วิลเลี่ยมส์ แบ็กซ้ายดาวรุ่ง แจ้งเกิดในฤดูกาลนี้ แต่ช่วงหลัง ลุค ชอว์ ก็กลับมาทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง และมีประสบการณ์มากกว่า

มีหลายนัดที่ โซลชา ขยับ ชอว์ ไปเล่นในบทบาทกองหลัง 3 คน แล้วดัน วิลเลี่ยมส์ ไปเป็นวิงแบ็ก แต่ถ้ากุนซือชาวนอร์เวย์ จะเล่นระบบแบ็กโฟร์ก็ต้องเลือกว่าระหว่างทั้งคู่ใครคือแบ็กซ้ายตัวจริง

4. บทบาทของ บรูโน่

บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลางทีมชาติโปรตุเกส เพิ่งย้ายเข้าถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา แล้วทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทันที

อย่างไรก็ตาม เวลานี้ ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศส หายเจ็บกลับมาฟิตพร้อมเป็นตัวเลือกอีกครั้ง ทำให้น่าสนใจว่า โซลชา จะจับทั้งคู่เล่นให้เข้ากันได้อย่างไร

นอกจากนั้น ยังมีข่าวว่า แมนฯ ยูไนเต็ด อยากได้กองกลางอย่าง แจ็ค กรีลิช และ เจมส์ แมดดิสัน มาเสริมทัพอีกด้วย ดังนั้น โซลชา ต้องตัดสินใจกับบทบาทของ บรูโน่ ให้ดี

5. อนาคตของ โกเมส

อังเกล โกเมส กองกลางดาวรุ่ง ได้รับคำชมว่าจะมีอนาคตที่สดใส แต่อนาคตของเขาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน หลังจากสัญญาของเจ้าตัวมีผลจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้เท่านั้น

ถึงตอนนี้เจ้าตัวก็ยังไม่ได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีม ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ว่า เชลซี และ บาร์เซโลน่า ให้ความสนใจในตัวเขาอยู่

เว็บ ดาวน์โหลด โปรแกรม holiday palace เผยว่าทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ควรจะต้องรีบเสนอสัญญาใหม่และเพิ่มค่าเหนื่อยให้ โกเมส รวมทั้งให้โอกาสได้ลงสนามมากกว่าเดิมด้วย

Tags :

เปิดรายชื่อแข้งทีม ฟุตบอล ผีแดง แมนฯยูไนเต็ด ที่เซ็นเข้าทีม ในยุคหลุยส์ ฟานกัล คุมทีม หลังเจ้าตัวออกมาถล่มทีมเก่ายับ ว่าไม่ยอมซื้อนักเตะที่ตัวเองต้องการเลย โดยมียอดการใช้จ่าย สูงถึง 294 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 11,538 ล้านบาทเลยทีเดียว

หลังจาก หลุยส์ ฟาน กัล อดีตผู้จัดการทีม ฟุตบอล  แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกโรงจวก “ปีศาจแดง” ว่า ไม่ยอมซื้อนักเตะที่ตัวเองต้องการเลย หลังเข้ามาทำงานในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ส่งผลให้สุดท้ายไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ

ฟุตบอล

ซึ่งแม้ว่าเจ้าตัวจะออกมาบอกว่า สโมสรเลือกซื้อแต่นักเตะ ที่ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของเขา แต่หากเปิดตัวเลขการเซ็นสัญญานักเตะเข้าทีมในยุคของเขาต้องบอกว่าใช้เงินมหาศาลกว่า 294 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 11,538 ล้านบาทเลยทีเดียว

มาลองดูกัน หากให้คะแนนในการเซ็นสัญญา ช่วงปี 2014-16 ยุคนั้นแต่ละคนจะเป็นอย่างไรบ้าง

  ราดาเมล ฟัลเกา , ยืมตัว 6 ล้านปอนด์, 2/10

    ต้องบอกว่าแฟนๆปีศาจแดง พากันตื่นเต้นเป็นอย่างมาก หลังสโมสรสามารถเซ็นสัญญาหัวหอกโคลอมเบีย ที่ตอนนั้นเป็นฟรีเอเยนต์เข้าทีมได้ แม้จะต้องจ่ายค่าเหนื่อยเป็นจำนวนสูงมากก็ตาม แต่เจ้าตัวกลับทำผลงานได้น่าผิดหวัง ลงเล่น26เกม
ยิงได้เพียง4ประตูเท่านั้น ก่อนจะย้ายออกไปอยู่เชลซี แบบกระสุนด้าน และย้ายไปโมนาโกในที่สุด

    ดาลี่ย์ บลินด์, 14 ล้านปอนด์, 5/10

    เช่นเดียวกับฟัลเกา บลินด์เข้าร่วมกับแมนฯยูฯ ด้วยความคาดหวังจากแฟนๆอย่างสูง แต่ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เหมือน หลุยส์ ฟานกัล เอง ก็ยังหาพื้นที่ถนัดให้เจ้าตัวไม่ได้ ว่าจะเล่นเป็นแบ็ก หรือ กึ่งกองกลางดี ก่อนสุดท้ายก็ไปไม่รอด จนต้อง
ระเห็จออกจากทีม และไปรุ่งโรจน์กับตำแหน่งกองกลางตัวรับที่อาแจ็กซ์ นี่เอง

    มาร์กอส โรโฮ 16 ล้านปอนด์, 4/10

    โรโฮ เซ็นสัญญาเข้าทีม หลังโชว์ได้ดีในเกมฟุตบอลโลก 2014 กับทีมชาติ อาร์เจนติน่า แต่สุดท้ายเมื่อมาอยู่กับทีม เจ้าตัวก็โดนแฟน ๆ ยูไนเต็ด ตั้งข้อสงสัยอยู่เสมอ ว่าสุดท้ายเจ้าตัวเหมาะจะเล่นตำแหน่งไหนกันแน่ ระหว่าง แบ็กซ้าย หรือ เซน
เตอร์ฮาล์ฟ ก่อนสุดท้ายปัจจุบัน จะโดนปล่อยยืมตัวให้กับ เอสตูเดียนเต้ ในที่สุด

    อังเคล ดิ มาเรีย,59.7 ล้านปอนด์, 2/10

    จัดเป็นคู่สูสีกับ ราดาเมล ฟัลเกา กันเลยทีเดียว เพราะแทบจะวัดกันไม่ออก ว่าสองคนนี้ ใครจะขึ้นแท่นแข้งละตินอเมริกา ที่เซ็นเข้าก๊วนแล้วผลงานหายนะกว่ากัน แรกเริ่มเดิมที แฟน ๆ ยูไนเต็ด ต่างเชื่อว่า ในที่สุดพวกเขาก็ได้ตัวแทนของ คริสเตียโน่
โรนัลโด้ แต่ในความเป็นจริงพวกเขากับพบว่า แม้จริงเขาได้นักเตะระดับ เบเบ้ อีกคนเท่านั้น หนึ่งฤดูกาล กับสามประตู ก่อนเจ้าตัวจะอำลาทีมไปอยู่กับ เปแอสเช ต่อไป

   อันเดอร์ เอร์เรร่า , 28.8 ล้านปอนด์, 8/10

    แปลกที่ อันเดอร์ เอร์เรร่า ดูเหมือนจะได้รับการชื่นชมจากแฟน ๆ มากกว่าผู้จัดการในช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งเจ้าตัวดูจะแตกต่างจากเพื่อนร่วมทีมรอบข้างเขา เพราะเป็นนักเตะเพียงไม่กี่คนในสนาม ที่แสดงให้เห็นแฟนๆเห็นว่า
เขาพร้อมที่จะต่อสู้ เพื่อนำพาทีมกลับคืนสู่อดีตอันรุ่งโรจน์ ก่อนสุดท้ายเจ้าตัวจะย้ายไปเปแอสเชในช่วงเวลาต่อมา

    ลุค ชอว์,  33 ล้านปอนด์, 6/10

    ลุค ชอว์ ยังคงแสดงให้เห็นอยู่ ว่าตัวเขาเองพอจะมีศักยภาพที่คุ้มค่ากับค่าเงิน ที่ แมฯยูไนเต็ด จ่ายให้ เซาธ์แฮมป์ตัน ในราคา 33 ล้านปอนด์ แม้ที่ผ่านมาจะมีปัญหาการบาดเจ็บ และการฝึกซ้อมทำให้เขาพัฒนา โดยในวัยแค่ 24 ปี การได้เล่นทีมชาติอังกฤษ ก็ยังทำให้เขามีเวลาที่ยังพิสูจน์ตัวเองในยูนิฟอร์มปีศาจแดงได้อีกเยอะ

    วานย่า มิลินโควิช-ซาวิช , 1.6 ล้านปอนด์, 0/10

    อาจจะดูรุนแรงที่จะให้คะแนนเขาที่ 0/10 แต่คงไม่เกินเลยที่จะให้คะแนนนี้ กับนักเตะที่ไม่เคยลงสนามช่วยทีมเลยแม้แต่นัดเดียว หลังทีมตกลงสัญญากับ วอจโวดิน่าแล้ว ในการยืมตัวเป็นเวลา1ซีซั่น แต่สุดท้ายเนื่องด้วยปัญหาเวิร์กเพอร์มิต ทำให้ต้องปล่อยตัวออกไป

    แซรโจ้ โรเมโร่ ฟรี 7/10

   เว็บ วิธีเล่น holiday palace บอกว่าแม้จะไม่ใช่เป็นตัวเลือกอันดับแรก แต่เขาก็ยังเป็นคู่แข่งที่สูสีกับ อันเดอร์ เอร์เรร่า ในการเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญานักเตะที่ดีที่สุดของ ฟาน กัล เขาจัดเป็นตัวสำรองที่ไว้ใจได้สำหรับการเป็นมือสองให้ทีมต่อจาก ดาบิด เด เคอา แม้เจ้าตัวมักจะได้ลงสนามแสดงฝีมือในบอลถ้วยมากกว่าในลีกก็ตามที

   บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ , 15 ล้านปอนด์, 4/10

    หากในช่วงปี ​​2000 มีการจัดอันดับนักเตะมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดของโลกในเวลานั้น เชื่อว่าต้องมีชื่อของ ชไวนี่ อยู่ในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่การเซ็นสัญญากับยูไนเต็ด เจ้าตัวกลับประสบปัญหาเรื่องการบาดเจ็บและความฟิต ก่อนไม่ประสบความสำเร็จ และย้ายออกไปเล่นเมเจอร์ลีกกับ ชิคาโก้ ไฟร์ จนเลิก

 

Tags :

เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม (เมื่อวานนี้) ถือเป็นวันครบรอบ 7 ปี ที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ประกาศอำลาตำแหน่งผู้จัดการทีม ฟุตบอล  แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากที่ “ปีศาจแดง” การันตีแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2012/13 เรียบร้อย ซึ่งถือเป็นแชมป์ลีกหนสุดท้ายของพวกเขาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้

นอกจากประสบความสำเร็จอย่างมากมายในแง่ถ้วยแชมป์แล้ว “เฟอร์กี้” ยังทำได้ดีมากๆ ในการคว้าตัวนักเตะมาเสริมทัพ ตลอดระยะเวลา 27 ปี ที่นั่งเก้าอี้กุนซือใหญ่ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และนี่คือ 10 สุดยอดการเซ็นสัญญาของ เฟอร์กูสัน ในการคุมทัพของทีม ฟุตบอล  “ปีศาจแดง”

ฟุตบอล

10. ปาทริซ เอวร่า (จาก อาแอส โมนาโก เมื่อปี 2006, ค่าตัว 5.5 ล้านปอนด์)

ก้าวเข้ามาเป็นตัวหลักในตำแหน่งแบ็กซ้ายได้ทันที ซึ่งนอกจากช่วยทีมคว้าแชมป์ได้อย่างมากมายแล้ว ด้วยสถิติลงเล่นรวมทุกรายการ 379 นัด ทำได้ 10 ประตู และ 40 แอสซิสต์ ตลอดระยะเวลา 8 ปีครึ่งที่อยู่กับทีม ถือว่า เอวร่า

 9. เดนิส เออร์วิน (จาก โอลด์แฮม แอธเลติก เมื่อปี 1990, ค่าตัว 625,000 ปอนด์

เป็นอีกหนึ่งแบ็กซ้ายที่อยู่ในลิสต์นี้ โดย เออร์วิน ได้รับการยกย่องว่า เป็นนักเตะที่มีฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวามากๆ และถือเป็นอีกหนึ่งขุนพลคนโปรดของ เฟอร์กูสัน แถมเป็นผู้เล่นที่สังหารลูกจุดโทษที่ชัวร์มากๆ ด้วย และตลอดระยะเวลา 12 ปีในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด (1990-2002)

 8. ริโอ เฟอร์ดินานด์ (จาก ลีดส์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2002, ค่าตัว 30 ล้านปอนด์)

ยังคงเป็นผู้เล่นกองหลัง แต่คราวนี้โยกมาเป็นเซนเตอร์แบ็ก โดย เฟอร์ดินานด์ กลายเป็นนักเตะชาวอังกฤษที่มีค่าตัวแพงสุด ตอนเก็บข้าวของย้ายจาก ลีดส์ มาร่วมก๊วน “ปีศาจแดง” เมื่อปี 2002 และด้วยฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งคงเส้นคงวา ตลอดการลงเล่น 455 นัด

 7. เนมานย่า วิดิช (จาก สปาร์ตัก มอสโก เมื่อปี 2006, ค่าตัว 7 ล้านปอนด์)

“เฟอร์กี้” ได้แสดงให้เห็นถึงสายตาอันแหลมคมในการตัดสินใจคว้าตัว วิดิช มาร่วมทีม ซึ่งตอนแรกแทบไม่มีใครรู้จักมาก่อน ขณะที่ วิดิช เองก็ใช้เวลาอยู่พอสมควรในการปรับตัว แต่หลังจากนั้นดาวเตะเลือดเซิร์บก็สามารถสถาปนาตัวเองเป็นหนึ่งในสุดยอดเซนเตอร์แบ็กของโลก

 6. สตีฟ บรูซ (จาก นอริช ซิตี้ เมื่อปี 1987, ค่าตัว 825,000 ปอนด์)

ถือเป็นนักเตะคู่บุญของ เฟอร์กูสัน ตั้งแต่การคุมทัพ “ปีศาจแดง” ช่วงแรกๆ และนับเป็นนักเตะที่มีส่วนช่วยผลักดันให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรเบอร์หนึ่งของอังกฤษในยุค 90 โดย บรูซ จับคู่เซนเตอร์แบ็กกับ แกรี่ พัลลิสเตอร์

 5. เวย์น รูนี่ย์ (จาก เอฟเวอร์ตัน เมื่อปี 2004, ค่าตัว 25.6 ล้านปอนด์)

ค่าตัวระดับ 25.6 ล้านปอนด์ กับนักเตะอายุเพียงแค่ 18 ปี ณ เวลานั้น ถือเป็นดีลที่แพงมากๆ ทว่าสุดท้าย รูนี่ย์ กลับกลายเป็นอีกหนึ่งสุดยอดการเซ็นสัญญาของ เซอร์ อเล็กซ์ เพราะหลังจากนั้น “รูน” กระทุ้งประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ และสุดท้ายตัวเลขไปหยุดอยู่ที่ 253 ลูก (จาก 559 นัด)

 4. รอย คีน (จาก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เมื่อปี 1993, ค่าตัว 3.75 ล้านปอนด์)

ยังไงก็ต้องมีชื่อของ คีน อยู่ในลิสต์แน่นอน เพราะเขาคืออีกหนึ่งสุดยอดกัปตันทีมตลอดกาลของสโมสร โดย “คีโน่” ลงเล่นให้ “ปีศาจแดง” ไปทั้งสิ้น 480 นัด ทำได้ 51 ประตู (ปี 1993-2005) คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก 7 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1 สมัย

 3. เอริก คันโตน่า (จาก ลีดส์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 1992, ค่าตัว 1.2 ล้านปอนด์)

แม้อยู่กับทีมแค่ 5 ฤดูกาล (รีไทร์ปี 1997) แต่ คันโตน่า เปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของ “ปีศาจแดง” เพราะนอกจากเป็นผู้เปิดประตูนำความสำเร็จสู่สโมสรแล้ว ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม,

 2. คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (จาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน เมื่อปี 2003, ค่าตัว 12.25 ล้านปอนด์)

นี่คือนักเตะที่หลายๆ คนยกให้เป็นบอร์ 1 ของโลกในยุคปัจจุบันร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี่ และเป็นหนึ่งในสุดยอดนักเตะตลอดกาล ระดับเดียวกับตำนานอย่าง เปเล่ และ ดีเอโก้ มาราโดน่า ซึ่งจริงๆ แล้ว โรนัลโด้ อาจไม่ได้อยู่ในสถานะแบบนี้

1. ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล (จาก บรอนด์บี้ เมื่อปี 1991, ค่าตัว 550,000 ปอนด์)

เว็บ ag.viva9988 login บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกใจที่ ชไมเคิ่ล รั้งอันดับหนึ่ง เพราะ เฟอร์กูสัน เคยพูดเอาไว้ว่า การคว้าตัว ชไมเคิ่ล สู่ถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัว 550,000 ปอนด์ ถือเป็นดีลแห่งศตวรรษ ขณะที่หลายๆ คนก็ยกย่องให้ ตำนานมือกาวเลือดเดนส์คนนี้

Tags :

กลุ่มทุนจาก ซาอุฯ ระดับราชันแห่งทะเลทรายที่มีทรัพย์สินเป็นแสนๆ ล้านปอนด์เตรียมเทคโอเวอร์สโมสร ทีมบอล นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มาเป็นของตนเอง และนี่คือเหตุผลที่บอกว่าทำไม ???

นิวคาสเซิ่ล ทีมบอล ยูไนเต็ด เป็นทีมที่มีฐานแฟนบอลกว้างและเหนียวแน่นพอสมควร แถมมีความเป็นท้องถิ่นนิยมสูงมาก เพราะทั้งเมืองมีสโมสรในลีกฟุตบอลอาชีพอยู่เพียงทีมเดียวว่ากันตามตรง ทูน อาร์มี่ ที่เมืองหลวงลูกหนังมีจำนวนมากกว่าแฟนบอลของ แมนฯ ซิตี้ เสียอีก เผลอๆ ทั่วโลกก็อาจมีมากกว่าทั้งที่ไม่ได้แชมป์รายการเมเจอร์ใดๆ มาตั้งแต่ปี 1969 (ยูฟ่า คัพ เดิม)

ทีมบอล

ที่สำคัญคือส่วนใหญ่เป็นแฟนพันธุ์แท้ที่ไม่ได้เชียร์ตามแฟชั่น หรือเชียร์ เพราะได้แชมป์เยอะอย่างแน่นอน

เซนต์ เจมส์ พาร์ค เป็นสังเวียนแข้งที่มีขนาดใหญ่ในระดับสโมสรเป็นอันดับ 7 ของอังกฤษ (เดิมเคยเป็นอันดับ 2) ต่อจากโอลด์ แทรฟฟอร์ด, ลอนดอน สเตเดี้ยม, ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ สเตเดี้ยม, เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม, เอติฮัด สเตเดี้ยม และแอนฟิลด์     โดยมีความจุ 52,404 คน ซึ่งหากต้องการขยายเพิ่มก็ไม่น่าจะใช่ปัญหา

ถึงตอนนี้จะเล็กกว่าหลายสนาม แต่มีความสมดุลย์กับแฟนบอลที่เข้ามาเต็มสนามแน่นสนามทุกนัด ผิดกับ สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ ของคู่แค้นร่วมละแวกที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น

นอกจากนี้ยังมีบรรยากาศเข้มขลัง และดุดัน สามารถข่มขวัญทีมเยือนได้มิใช่น้อย

จากเหตุผล 2 ข้อแรก พูดง่ายๆ ว่าสามารถเอามาทำการตลาดได้แบบสบายๆ

มูลค่าของสโมสรฟุตบอล นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด อยู่ที่ประมาณ 300 ล้านปอนด์เท่านั้นเอง (ไมค์ แอชลี่ย์ ซื้อมาในราคา 135 ล้านปอนด์)

ขอโทษ…ค่าตัวของ เนย์มาร์ กับ เอ็มบั๊ปเป้ แค่ 2 คนรวมกันแม่งยังสูงกว่าเลย ขณะที่มูลค่าของ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ที่ประมาณ 2,500-3,000 ล้านปอนด์

เพราะฉะนั้นซื้อทีมสาลิกาดงในราคานี้แล้วเอาเงินไปกว้านซื้อนักเตะระดับดาวดังมาร่วมทีมดีกว่า

หากเทคโอเวอร์ได้สำเร็จ พรีเมียร์ลีกจะมีทีมระดับพญายักษ์ที่มีลุ้นแชมป์เพิ่มมากขึ้นอันน่าจะส่งผลให้สมรภูมิแข้งแห่งนี้มีอัตราความเมามันมากขึ้นตามไปด้วย

สำหรับกฏ ‘ไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์’ ที่ออกมาเพื่อป้องกันการใช้เงินแบบเกินตัวของสโมสรที่มีเจ้าของร่ำรวย มันก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของสโมสรนั่นแหละ

อย่างไรก็ตาม

เว็บ viva9988 mobile บอกว่าในเมื่อทีมคุณดูดีมีชาติตระกูลสูงขึ้น ดาราดังมากขึ้น และมีโอกาสพุ่งชนความสำเร็จมากขึ้น ฐานแฟนบอลก็ย่อมสูงขึ้น มูลค่าทีมสูงขึ้น ความต้องการชมสูงขึ้น และสินค้าขายดีขึ้นด้วยความเป็น นิวคาสเซิ่ล รับจ่ายกับรายรับมันก็อาจไม่เหลื่อมล้ำกันมากนักเพียงแต่ความสำเร็จของ เดอะ แม็กพายส์ อาจต้องใช้เวลาสักระยะ

Tags :

นับเป็นเรื่องที่น่าสบายใจสำหรับทีมชาติอังกฤษ ที่มีตัวเลือกหลากหลายในตำแหน่งแบ็กขวา แต่ใครกันล่ะคือคนที่ดีที่สุดที่จะยึดตัวจริง?เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ พัฒนาขึ้นมาเป็นหนึ่งในฟูลแบ็กที่ดีที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม อีกสองรายอย่าง อารอน วาน-บาสซาก้า จากทีม ฟุตบอล แมนฯ ยูไนเต็ด และ รีซ เจมส์ ตัวดาวรุ่งจาก เชลซี ก็มีฤดูกาลที่ดีเอามากๆ ในปีนี้เช่นกัน

ไม่กี่วันก่อน แฟร้งค์ ซินแคลร์ อดีตกองหลังทีม ฟุตบอล เชลซี เชื่อว่า เจ้าหนู เจมส์ เป็นฟูลแบ็กที่มีความสามารถรอบด้านเหนือกว่า รุ่นพี่ เทรนท์ และเชื่อว่า เจมส์ มีโอกาสจะเบียดตำแหน่งตัวจริงในทัพสิงโตคำราม ได้ในอนาคตในสกู๊ปนี้ เรามาเปรียบเทียบฟอร์มการเล่นของทั้งสามคนตลอดทั้งฤดูกาล 2019/20 ในแต่ละด้าน ซึ่งใครจะเป็นคนที่เจ๋งที่สุด แล้วคำพูดของ ซินแคลร์ มันจริงหรือไม่?

ฟุตบอล

    เรื่องเกมรับ

การเล่นเกมรับเป็นหนึ่งในเรื่องที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ต้องได้รับพิสูจน์ในฤดูกาลนี้

ลิเวอร์พูล ครองความยอดเยี่ยมที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ซีซั่น 2019/20 ซึ่ง เทรนท์ มีค่าเฉลี่ยปะทะบอลสำเร็จต่อ 90 นาที อยู่ที่ 1.6 ครั้ง และมีเปอร์เซ็นต์สำเร็จอยู่ที่ 53.3%

รีซ เจมส์ ทำในส่วนนี้ดีกว่า เทรนท์ ซึ่งเขาปะทะบอลสำเร็จ 1.9 ครั้งต่อ 90 นาที อีกทั้งยังมีเปอร์เซ็นต์สำเร็จมากกว่าอีกที่ 65.5%

มาถึง อารอน วาน-บิสซาก้า นี่คือตัวเลขที่เจ้าตัวทำไว้โดดเด่นเหนือกว่า 2 รายแรกสูงมาก 3.8 ครั้งต่อเกม และ 82.6% คือตัวเลขปะทะสำเร็จและเปอร์เซ็นสกัดสำเร็จ ตามลำดับ

ในส่วนของการตัดบอล แบ็กจากค่าย”ปีศาจแดง” ยังเด่นกว่าใครเพื่อน ทำไป 2.0 ครั้งต่อ 90 นาที ส่วน เจมส์ กับ เทรนท์ ต่างมีตัวเลขเท่ากันคือ 1.3 ครั้งต่อ 90 นาที

    การผ่านบอลและเกมรุก

ฟูลแบ็ก ในอดีตเรื่องที่สำคัญที่สุดคือการเล่นเกมรับ แต่ในเกมฟุตบอลยุคใหม่ พวกเขาจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเกมรุก

เจมส์ มีตัวเลขผ่านบอลสำเร็จอยู่ที่ 87.0% เหนือว่าทั้ง วาน-บิสซาก้า (79.9%) และ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์(75.8)

เกมรุกของ ลิเวอร์พูล จะเคลื่อนที่โจมตีทางแนวกว้าง ซึ่งทำให้ เทรนท์ มีค่าเฉลี่ยครอสบอลถึง 7.5 ครั้งต่อ 90 นาที (ไม่รวมลูกเตะมุม)

ขณะที่ เจมส์ เป็นแบ็กขวาอีกหนึ่งคนที่มักจะเติมขึ้นไปเล่นเกมรุก ซึ่งตัวเลขการครอสบอลอยู่ที่ 5.8 ครั้ง ต่อ 90 นาที

แต่เรื่องเกมรุก สำหรับ วาน-บิสซาก้า ยังห่างไกลกว่าคิดคาดหวังไว้ ดาวเตะวัย 22 ปี มีค่าเฉลี่ยครอสบอลที่ 2.86 ครั้งต่อ 90 นาทีเท่านั้น

และมันก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ ที่ เทรนท์ จะยังเป็นคนที่สร้างโอกาสมากที่สุด(2.6 ครั้งต่อ 90 นาที) เหนือกว่าทั้ง เจมส์(1.3) และ วาน-บิสซาก้า(0.7)

อย่างไรก็ตาม เจมส์ เป็นคนที่เลี้ยงบอลได้ดีที่สุดในสามคนนั้น ด้วยการมีตัวเลขเลี้ยงบอลสำเร็จ 2.3 ครั้งต่อ 90 นาที และมีเปอร์เซ็นต์สำเร็จที่ 79.3%

ซึ่งอีกสองคนที่เหลือ วาน-บิสซาก้า มาเป็นอันดับ 2 ที่ 1.7 ครั้งต่อเกม ด้วยเปอร์เซ็นต์ 68.0% ส่วน เทรนท์ รั้งท้ายด้วยตัวเลข 0.6 ครั้งที่ 37.4%

    ทำประตูและแอสซิสต์

สื่อข่าว สมัครเล่น ฮอลิเดย์ เผยว่าการมีส่วนร่วมกับประตูคือโบนัสของ แบ็กขวา และ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ก็จัดไป 2 ประตู กับ 12 แอสซิสต์ ในลีกปีนี้ และมีค่าเฉลี่ยทำประตูหรือแอสซิสต์ได้ทุกๆ 182.1 นาที

ส่วน เจมส์ และ วาน-บิสซาก้า ยังไม่สามารถทำประตูได้ใน พรีเมียร์ลีก แต่ทาง แบ็กฝั่งเชลซี ทำประตูได้แล้วในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก และ ลีก คัพ

วาน-บิสซาก้า ที่ลงสนามให้ ยูไนเต็ด ตลอดทั้งซีซั่น ก็ทำไป 2 แอสซิสต์ และมีส่วนร่วมกับประตูโดยตรงทุกๆ 1,180.5 นาที

ด้าน เจมส์ ทำได้ 2 แอสซิสต์ โดยมีตัวเลขการมีส่วนร่วมกับประตูทุกๆ 534 นาที

Tags :

หนึ่งในประโยคอมตะของนัก ฟุตบอล บิลล์ แชงค์ลี่ย์ พูดเอาไว้ว่าผมเคยเข้าใจเหมือนหลายๆ คนว่ามันหมายถึงเรื่องความเป็นความตาย กระทั่งพี่หมวยมาเฟียรี่เรียกไปอธิบายให้ฟังว่า คำว่า a matter of life and death เป็นสำนวน ไม่ได้มีความหมายรุนแรงระดับความตายอะไรอย่างนั้น

 ถ้าจะหาคำให้ใกล้เคียงหน่อยก็คงเป็น เรื่องคอขาดบาดตาย หรือเรื่องที่สำคัญมากๆมันเป็นบริบทคล้ายๆ กันนั่นล่ะครับ คือหมายถึงเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพียงแต่ถ้าเราแปลคำว่า death ตรงตัวมันก็คือความตาย ซึ่งความรุนแรงจะหนักกว่ามากเพราะในชีวิตจริงคงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความตายหรือชีวิตคนหรอก แม้กระทั่ง ฟุตบอล ที่เรารักอย่างลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณ
ฟุตบอล

ผมชอบคำพูดของแชงค์ลี่ย์ประโยคนี้มาก มันทรนงองอาจและประกาศตัว ยืนยันถึงความอุทิศตนที่มีให้กับฟุตบอล มันสำคัญจริงๆ ในระดับนั้น เรื่องคอขาดบาดตายอะไรก็ไม่สำคัญเท่า

หากคงต้องเว้นเรื่องของชีวิต ความสูญเสีย และความตายเอาไว้ มันคือเรื่องที่ใหญ่กว่า

ก็อย่างที่แถลงการณ์ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ว่าเอาไว้นั่นล่ะครับ ณ เวลานี้ฟุตบอลเป็นเรื่องรอง สุขภาพและความปลอดภัยของทุกคนมาเป็นลำดับแรก

สำหรับลิเวอร์พูลและตำแหน่งแชมป์ลีกที่รอคอยมา 30 ปีของพวกเขา..

ตราบใดที่แต้มยังไม่ขาดในทางทฤษฎี คุณไม่อาจอ้างความชอบธรรมในการเป็นแชมป์ได้เลย

เว้นเสียแต่ว่าเพื่อนร่วมอาชีพจะเห็นพ้องต้องกันว่าคุณสมควรได้รับมันแม้มีเหตุไม่คาดฝันทำให้การแข่งขันไม่สามารถจบลงได้

เพราะเมื่อข่าวโควิด-19 หนักขึ้นเรื่อยๆ มันก็ชวนให้บรรยากาศรอบตัวหม่นหมองไปด้วยเรื่อยๆ เช่นกัน

มันหงอยเหงา ไม่มีอารมณ์ร่วมในเชิงเฉลิมฉลองเลยสักนิด ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันควรจะเป็นฤดูกาลที่เปล่งประกายเจิดจรัส แฟนบอลตั้งหน้าตั้งตารอเสียงนกหวีดสุดท้ายที่ยืนยันว่าแต้มขาดลอย

ความอัดอั้นที่สั่งสมมาเป็นปี บางคนสิบกว่าปี บางคนยี่สิบกว่าปี หลายคนสามสิบปี จะได้ระเบิดอย่างปลดปล่อย ทะลักทลายออกมาให้หมด

ข่าวสารต่างๆ หลั่งไหล มีเบื้องลึกเบื้องหลังให้ตามกันเพียบ บทสัมภาษณ์จากผู้คนในวงการ ผู้คนนอกวงการ สกู๊ปพิเศษเจาะลึกแง่มุมทั้งหลายของ 30 ปีที่รอคอย

เพาะบ่มแพสชั่นไปเรื่อยๆ ทุกวันๆ ความตื่นเต้นทวีขึ้นทุกที นับถอยหลังกันอย่างเอิกเกริก จาก 2 นัด เหลือ 1 นัด แล้วก็ระเบิดตูม.. เป็นแชมป์ ดีใจกันอย่างบ้าคลั่ง แฟนบอลแห่กันออกมาตามท้องถนนเต็มเมืองลิเวอร์พูล กองเชียร์หงส์แดงครึกครื้นถ้วนหน้า เป็นเทศกาลรื่นเริงของแฟนหงส์ทั่วโลก

มันต้องเป็นอย่างนั้นสิครับ ภาพที่เกิดขึ้นมันควรจะเป็นอย่างนั้นถึงจะสมกับความเป็นจริง

ก็ได้แต่เสียดายว่ามันคงจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้เพราะอารมณ์ที่ล้อมรอบอยู่นั้นไม่เอื้อ ด้วยใจยังปกคลุมไปด้วยภาพความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นจากโควิด-19

เมื่อสถานการณ์ของโลกเป็นอย่างนี้ เดอะค็อปก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้ คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เหมือนที่ไม่อาจเลือกธรรมชาติที่อยากให้เป็นได้

นึกย้อนไปถึงคนที่เกิดในยุคมืด ยุคกลาง ยุคล่าแม่มด ยุคเหยียดผิว ยุคสงครามโลกทั้ง 2 ครั้งดูก็ได้ว่าชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นน่าเห็นใจขนาดไหน อิสระในการใช้ชีวิตถูกจำกัดเพียงใด

แต่ก็อย่างที่พูดไปล่ะครับ ถ้าแต้มยังไม่ขาดแล้วสถานการณ์เป็นแบบนี้ เราคงห้ามใครที่คิดต่างไม่ได้ เพราะเขาก็มีเหตุผลของเขา มีตรรกะความคิดของตัวเอง

ผมคิดว่าแฟนบอลส่วนใหญ่พร้อมจะยินดีกับลิเวอร์พูลในฐานะแชมเปี้ยนส์ 2019/20 ถ้าต้องมีการลงมติจริงๆ แล้วผลออกมาเป็นคุณแก่หงส์แดง

ทั้งยังพร้อมจะเห็นใจถ้าผลออกมาตรงกันข้าม คงไม่ต้องบอกเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงมีความรู้สึกนี้เกิดขึ้น

แต่ก็อย่าลืมเผื่อใจเอาไว้บ้าง เรื่องบางเรื่องแค่ความเห็นใจหรือความรู้สึกเพียงอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีหลักการ มีเหตุผลรองรับในภาพของสังคมวงกว้างด้วย

เพราะเราคงบังคับให้ทั้งลีกหมุนรอบตัวเราเพียงทีมเดียวไม่ได้ สมมติว่าต้องมีการลงมติกันจริงๆ เราควรยอมรับมันไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ในความคิดของผม ผมคิดว่าลิเวอร์พูลยังมีโอกาสเป็นแชมป์มากกว่าไม่ได้เป็นแชมป์ถ้ากลับมาเตะกันต่อได้ ก็แชมป์แน่ๆ

ถ้ากลับมาเตะกันต่อไม่ได้ ก็อาจมีการตัดจบแล้วลงเสียงในหมู่สมาชิกถึงหัวข้อต่างๆ ตำแหน่งแชมป์ พื้นที่ยุโรป ทีมตกชั้น ทีมเลื่อนชั้น ฯลฯ ซึ่งหัวข้อแชมป์ผมมองว่าโอกาสที่มติจะออกมาเป็นยกแชมป์ให้ลิเวอร์พูลมีความเป็นไปได้มากที่สุด

หรือต่อให้มันเป็นกรณีที่เลวร้ายสุดขีดจริงๆ คือให้ทุกอย่างเป็นโมฆะ ลบทิ้งหมด ผมก็เฉยๆ กับมันมากมากจนรู้สึกแปลกใจตัวเองว่านี่เราไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยหรือ ทบทวนดูอีกทีก็พบว่าใช่ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลยถ้าฤดูกาลจะเป็นโมฆะและทีมไม่ได้เป็นแชมป์

เกมแล้วเกมเล่าที่ได้เห็นพวกเขาสู้จนถึงที่สุด ไม่เคยยอมแพ้เลยจนหยดสุดท้าย สร้างผลงานชนิดที่เป็นปรากฏการณ์ไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อรวมกับช่วงเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ล้มลุกคลุกคลานต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ มากมาย ร้อยความเจ็บช้ำ พันความเจ็บปวดก็ผ่านมาด้วยกัน

เพาะบ่มมาจนมีวันนี้.. วันที่เป็นแชมป์โลก แชมป์ยุโรป และว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีก ทิ้งอันดับสอง 25 คะแนน ต้องการชนะอีกแค่ 2 เกมจาก 9 นัดที่เหลือ

มีฝ่ายบริหารที่ดี มีโค้ชที่ประเสริฐ มีนักเตะที่ยอดเยี่ยม มีกลุ่มแฟนบอลที่ยังคงความเป็นเลิศแล้วผมยังจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกโทรฟี่แชมป์? แน่สิครับ ผมอยากเห็นเราได้ชูมัน

งานฉลองแชมป์? ก็แน่อีกนั่นแหละ ขบวนแห่อลังการเมื่อปีที่แล้วยังตราตรึงอยู่เลย แต่ชีวิตมันก็แบบนี้ บางทีมันก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียทั้งหมด เหมือนที่มีคำพูดบอกว่า ความแน่นอนที่สุดก็คือความไม่แน่นอน

มองเอาขำมันก็เป็น แรร์ไอเท็ม แชมป์แบบนี้หายาก คือแชมป์แน่ๆ แต่ก็มีอะไรมาขัดขวางตลอดเส้นทาง สงครามโลกเอย อุกกาบาตเอย ไวรัสบ้าบอเอย (เอาที่สบายใจเลย)

มองแบบไม่ขำ ลิเวอร์พูล 2019/20 สอนให้ผมเข้าใจถึงชีวิต มีขึ้น มีลง มีช่วงเวลาที่ดีและย่ำแย่ มีสูงสุดคืนสู่สามัญ มีความไม่แน่นอนจากสถิติทั้งหลายที่เตรียมทำลายให้ราบกลายเป็นหมุนเคว้ง แพ้เกมแรกในลีกและตกรอบบอลถ้วย 2 รายการภายในเวลาไม่กี่วัน

ก็นั่นล่ะ ความเป็นไปของชีวิต เราควรจะอดทน รอคอยโอกาสและยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลายด้วยทัศนคติที่ดี

มองกีฬาเป็นกีฬา ไม่ใช่เห็นใครเป็นศัตรูที่กูต้องอาฆาตไปทั้งหมด คนอื่นผิดหมดกูถูกคนเดียว ทีมอื่นห่วยหมดทีมกูเก่งอยู่ทีมเดียว กองเชียร์ทีมอื่นกระจอกหมดพวกกูเจ๋งอยู่พวกเดียว

แฟนบอลก็ได้มีเวลาทบทวนตัวเอง ลองย้อนมองดูว่าเราทำอะไรที่ล้ำเส้นเกินไปบ้าง

 

เราอยู่เคียงข้างเขา ฉุดมือดึงขึ้นให้สู้ต่ออย่างที่เราร้องเพลงที่เราภูมิใจหรือเปล่าใช่เรื่องที่จะต้องโกรธแค้นชิงชัง เพราะมึง เป็นเพราะมึง เป็นเพราะมึง ทีมถึงแพ้ ทีมถึงตกรอบ ไหม

เราบอกว่าก็เพราะเราเสียใจไง เราผิดหวังที่ตกรอบไง แล้วเขาที่รู้ตัวดีอยู่เต็มอกว่าเป็นคนทำผิดพลาดให้ทีมแพ้ไม่เสียใจอย่างนั้นหรือ หรือว่าเสียใจน้อยกว่าพวกเรา ไม่รู้สึกรู้สา

เราเจ็บปวดกว่าเขาหรือ เขาไม่เจ็บปวดหรือ ความเจ็บปวดของเราใหญ่กว่าเขาใช่ไหมผมไม่คุยถึงประเด็นอาเดรียนหลังเกมกับแอตเลติโก มาดริด เพราะรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา คนที่เข้าใจก็เข้าใจ คนที่ไม่เข้าใจก็ยังคงไม่เข้าใจ

ก็มันพลาดจริงๆ นี่ ก็มันเป็นจุดเปลี่ยนจริงๆ นี่หว่า แตะต้องไม่ได้เลยใช่ไหม ทำพลาดแล้วด่าไม่ได้เลยเหรอ โลกสวยเหลือเกิน พูดเอาหล่อ

โยนความผิดให้เขา ด่าเขา สาปแช่งเขา ถอนหายใจใส่ราวกับเขาเป็นตัวน่าขยะแขยง เป็นตัวหายนะ งี่เง่า มาเล่นให้เราได้ยังไงวะ

เข้าใจว่าเป็นอารมณ์ในตอนนั้น ถ้าใครที่จางหายไปอย่างรวดเร็วก็ดี แต่กับบางคนวันรุ่งขึ้นของอีกวันและอีกวันและอีกวันก็ยังไม่คลายความเกลียดชังและกล่าวโทษเขา

คงจะลืมไปแล้วว่าฟุตบอลเล่นกันเป็นทีม ชนะด้วยกัน แพ้ด้วยกัน แล้วคนที่ลงเล่นก็คือคนที่ผู้จัดการทีมเลือกเอง เราจึงไม่เคยเห็นคล็อปป์วิจารณ์ลูกทีมคนไหนเลยในความผิดพลาดร้ายแรง

ไม่ดีพอคือไม่ดีพอ ผู้จัดการทีมเป็นคนตัดสินเอง จบฤดูกาลไม่ต่อสัญญา ปล่อยตัว ซื้อคนใหม่ แยกจากกัน มันก็เท่านั้น วิถีของนักฟุตบอลอาชีพ

เหมือนที่คล็อปป์ปล่อย คาริอุส ออกจากทีม มันก็เป็นแบบนั้น มองย้อนกลับไปในวันนั้นอีกทีว่าแล้วเรา You’ll never walk alone กับ คาริอุส หรือเปล่าหลังเกมนัดชิงกับเรอัล มาดริด 2018..

ช่วงเวลาระหว่างนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง ได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น ได้ทำอะไรอย่างอื่นบ้างในช่วงสุดสัปดาห์ที่ปกติชีวิตจะมีแต่ฟุตบอลและฟุตบอล

ผมไม่ได้องุ่นเปรี้ยว ฤดูกาลนี้ผมมีความสุขกับลิเวอร์พูลทีมรักอย่างที่สุดจนพ้นคำว่าต้องได้ชูถ้วยแชมป์ไปแล้ว

ได้ก็ดี.. ถ้าโชคร้ายไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเลย ตกลงว่าอย่างไรก็ยอมรับอยู่แล้ว

เพราะความสุขของผมเกิดขึ้นไปแล้ว ผมแค่บอกกับตัวเองว่าเราได้เห็นฤดูกาลที่น่าเหลือเชื่อที่สุด ผู้จัดการทีมที่ดีที่สุด ทัพนักเตะที่น่าชื่นชมที่สุด

สำหรับเว็บ สมัคร holiday palace บอกว่างานนี้ทีมบอลต้องได้แชมป์ไปแล้ว ตราตรึงอยู่อย่างนั้น ไม่มีใครขโมยความรู้สึกของผมตรงนั้นไปได้

ขอบคุณคล็อปป์และลูกทีมที่นำพาความสุขมาให้ ผมจะดื่มด่ำกับมัน รอลุ้นให้ฤดูกาลได้แข่งกันต่อเมื่อวันที่ 3 เมษายนมาถึง และขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วย

Tags :

“เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค โอกาสสดใสเหลือเกินที่จะตบเท้าผ่านเข้าสู่รอบการเเข่ง ฟุตบอล ก่อนรองชนะเลิศในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังบุกไปกระหน่ำ เชลซี 3-0 ในเกมเลกแรกของรอบ 16 ทีมสุดท้าย

การเเข่งขัน ฟุตบอล เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา โดยที่แมตช์นี้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มีส่วนร่วมโดยตรงทั้งสามประตู และนี่คือ 5 ประเด็นเด่นที่ได้จากเกมที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์

ฟุตบอล

    – บอลคนละชั้น

ช่วง 45 นาทีแรกยังสู้กันสนุกสูสีอยู่เลย แต่ครึ่งหลังกลับกลายเป็นบอลคนละชั้น (เชลซี เหลือ 10 คนช่วงท้ายเกมไม่มีความหมายอะไร) เพราะ บาเยิร์น ไล่ขยี้อยู่แทบฝั่งเดียว ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญน่าจะเป็นเพราะ บาเยิร์น มาได้สองประตูเร็วแบบติดๆ กันจาก แซร์จ นาบรี้ (นาทีที่ 51 และ 54) เพราะนั่นทำให้นอกจากโมเมนตัมสวิงมาอยู่ทางฝั่ง บาเยิร์น แบบเต็มๆ แล้ว บรรดานักเตะ เชลซี ก็เหมือนจะหมดกำลังใจและแทบหมดแรงสู้ทันที จนกลายเป็นฝั่ง “เสือใต้” ที่เล่นด้วยความมั่นใจ และสุดท้ายมาได้ประตูที่สาม ซึ่งด้วยสกอร์ที่ออกมาแบบนี้ ทำให้ บาเยิร์น ไม่น่าจะมีปัญหาในการคว้าตั๋วเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ส่วน เชลซี โอกาสริบหรี่ แม้ยังมีอีกเกมให้สู้ก็ตาม

    – สแตมฟอร์ด บริดจ์ ไม่ขลัง!

ปกติ เชลซี แพ้ยากมากในบ้านตัวเอง ทว่าฤดูกาลนี้พวกเขาแพ้คารัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ เยอะมาก และนี่คือการปราชัยคาบ้านหนที่ 8 รวมทุกรายการในฤดูกาลนี้แล้ว ซึ่งถือเป็นฤดูกาลที่พวกเขาแพ้ที่บ้านตัวเองมากสุด นับตั้งแต่ฤดูกาล 1985-86 (แพ้ 8 นัดเช่นกัน) และที่สำคัญซีซั่นนี้ยังเหลือโปรแกรมเตะที่บ้านอีกหลายนัดด้วย ดูแววแล้วอาจไม่หยุดแค่ 8 นัด

    – นาบรี้ “อิน เลิฟ” ลอนดอน

แม้ไม่รุ่งสมัยค้าแข้งกับ อาร์เซน่อล แต่ดูเหมือนว่า แซร์จ นาบรี้ จะชื่นชอบการมาเตะฟุตบอลที่กรุงลอนดอนเป็นพิเศษ เพราะ 6 ประตูที่เจ้าตัวทำได้ในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ เกิดขึ้นที่ ลอนดอน ทั้งหมด ซึ่งนั่นก็คือ 2 ตุงจากเกมนี้ และอีก 4 ลูกที่รัวใส่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในชัยชนะสุดมโหฬาร 7-2 ตอนเตะรอบแบ่งกลุ่ม

 – เลวานดอฟสกี้ เก่งรอบด้าน

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้มีดีแค่เป็นเครื่องจักรผลิตสกอร์ เพราะเกมนี้เขามีส่วนร่วมโดยตรงทั้งสามประตู (ยิง 1 จ่าย 2) โดยเฉพาะการแอสซิสต์ให้ นาบรี้ ทำทั้งสองประตูนั้น ถือเป็นการโชว์ให้เห็นว่า ยอดดาวยิงเลือดโปลวัย 31 ปี สามารถเป็นตัวเปิดป้อนชั้นดีได้เช่นกัน แถมเกมนี้เล่นกับ นาบรี้ ได้รู้ใจกันสุดๆ

    – เดวิส เล่นอย่างมันส์!!!

เว็บ สมัคร holiday palace บอกว่าในรอบการเเข่งเกมนี้ เลวานดอฟสกี้ กับ นาบรี้ อาจจะถูกพูดถึงมากกว่าใครเพื่อน เพราะทั้งสองเป็นคนทำประตูให้ทีม แต่อีกหนึ่งแข้ง “เสือใต้” ที่เล่นได้สุดยอดมากๆ ในเกมนี้คือ อัลฟอนโซ่ เดวิส แบ็กซ้ายดาวรุ่งชาวแคนาดาวัย 19 ปี ที่วิ่งเติมเกมรุกมันส์มาก วิ่งตะลุยฝ่านักเตะ เชลซี อย่างสนุกสนาน จึงไม่แปลกใจที่เกมนี้เจ้าตัวมีสถิติเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งถึง 6 ครั้ง โดยเฉพาะการโชว์สปีดลุยขึ้นไปแอสซิสต์ให้ เลวานดอฟสกี้ ยิงประตู 3-0 บอกเลยว่า…. “อย่างโหด” เล่นแบบนี้คงจะครองตำแหน่งแบ็กซ้ายตัวจริงยาวๆ ส่วน ดาวิด อลาบา สามารถผันไปเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็กแบบเต็มตัวได้เลย

Tags :

สตาร์ดาวรุ่งคนล่าสุดที่เพิ่งแจ้งเกิดในบุนเดสลีกาได้สำเร็จก็คือเจ้าหนูจอมโหด เออร์ลิง ฮาแลนด์ ที่กดแฮตทริกไปตั้งแต่นัดแรกที่ประเดิมสนาม ฟุตบอล ให้โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ดาวรุ่งรายนี้เป็นนักเตะฝีเท้าดีที่ใครๆ ต่างก็อยากได้ไปร่วมทีม ฟุตบอล แต่อะไรที่ทำให้ฮาแลนด์เลือกที่จะมาดอร์ทมุนด์กันแน่ วันนี้เรามาลองวิเคราะห์เจาะลึกกัน…ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาดอร์ทมุนด์กลายเป็นหนึ่งในสโมสรที่ดีที่สุดสำหรับนักเตะดาวรุ่งอายุน้อย ตัวอย่างล่าสุดก็คือฮาแลนด์ เด็กหนุ่มวัยเพียง 19 ปีจากทีมเร้ดบูล ซัลซ์บวร์ก ที่เคยลงเล่นในเวทีแชมเปียนส์ลีกกับต้นสังกัดมาแล้ว

ฟุตบอล

แม้จะมีหลายสโมสรให้ความสนใจและยื่นข้อเสนอให้กับเขาแต่ฮาแลนด์กลับมองว่าดอร์ทมุนด์คือทางเลือกที่ดีที่สุดในยุโรปสำหรับการพัฒนฝีเท้า

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คือสโมสรที่มีระบบการดึงตัวนักเตะอายุน้อยที่ยอดเยี่ยม ทั้งจาดอน ซานโช จิโอ เรย์น่า และ คริสเตียน พูลิซิช ต่างก็ลงประเดิมสนามในเวทีบุนเดสลีกาด้วยวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น

ดอร์ทมุนด์คือทีมที่ให้โอกาสเด็กหนุ่มเหล่านี้อย่างเต็มที่และสามารถรีดประสิทธิภาพฝีเท้าของพวกเขาออกมาได้เต็มที่เช่นกัน

มองย้อนกลับไปในสมัยที่เยือร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนปัจจุบันของลิเวอร์พูลยังคุมทีม “เสือเหลือง” อยู่เมื่อประมาณสิบปีก่อน นูริ ซาฮิน คือเจ้าของสถิตินักเตะที่อายุน้อยที่สุดในบุนเดสลีกาขณะนั้นโดยลงเล่นในบุนเดสลีกานัดแรกเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2005 ในวัยเพียง 16 ปี 335 วันเท่านั้นก่อนจะก็กลายเป็นนักเตะคนสำคัญที่พาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ในฤดูกาล 2010/11

มาร์เซล ชเมลเซอร์ และ มาริโอ เกิตเซ่อ ก็เป็นตัวอย่างของนักเตะฝีเท้าดีที่พัฒนามาจากอะคาเดมีเยาวชนของดอร์ทมุนด์ ก่อนที่จะระเบิดฟอร์มกับทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ

และในอนาคตไม่ช้านี้เราอาจจะได้เห็นฟอร์มของผลผลิตและความหวังจากอะคาเดมีแห่งนี้อย่างยุสซุฟา มูโคโค่ เฉิดฉายในบุนเดสลีกาเช่นเดียวกับแข้งรุ่นพี่

    ปัจจัยที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ดอร์ทมุนด์เริ่มมาให้ความสำคัญกับการคว้าตัวนักเตะเยาวชนมาร่วมทีมก็คือวิกฤติทางการเงินที่สโมสรต้องประสบเมื่อปี 2005

พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มมองหานักเตะเยาวชนที่ต้องการโฟกัสไปที่การพัฒนาฝีเท้าอย่างจริงจัง ล่าสุดทีมเสือเหลืองก็เพิ่งคว้าตัวดาวรุ่งรายใหม่อย่างจิโอ เรย์น่า มาปลุกปั้นเพื่อให้เป็นอนาคตของทีมต่อไป

โดยมิชาเอล ซอร์ค สปอร์ตติ้ง ไดเร็คเตอร์ของทีมกล่าวว่าแทบทุกสโมสรในยุโรปต่างก็อยากได้ตัวนักเตะเยาวชนทีมชาติสหรัฐอเมริกาคนนี้กันทั้งนั้น แต่สถิติได้พิสูจน์แล้วว่าดอร์ทมุนด์คือสโมสรที่ดีที่สุดที่สามารถพาพวกเขาให้ไปถึงเป้าหมายได้

เมื่อช่วงหน้าร้อนปี 2010 ก่อนที่ดอร์ทมุนด์จะคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 ฤดูกาลซ้อนได้สำเร็จ ทัพเสือเหลืองได้คว้าตัวนักเตะคนสำคัญมา 2 คนซึ่งในสมัยนั้นยังแทบไม่มีใครรู้จัก

คนแรกก็คือ ชินจิคากาวะ มิดฟิลด์ตัวรุกดาวรุ่งวัย 21 ปีจากญี่ปุ่น ส่วนอีกคนก็คือโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แข้งทีมชาติโปแลนด์วัย 20 ปีที่หลายทีมอยากได้ตัวโดยเฉพาะทีมในพรีเมียร์ลีก แต่หนึ่งในศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในโลกคนนี้กลับเลือกที่จะย้ายมาเล่นในเยอรมนีแทน

ดอร์ทมุนด์จึงมุ่งลงทุนกับการคว้าตัวนักเตะดาวรุ่งมาปลุกปั้นเพื่อหวังว่าพวกเขาจะเป็นเป็นนักเตะคุณภาพระดับท็อปต่อไป ซึ่งในกรณีของเลวานดอฟสกี้ก็ถือว่าพวกเขาประสบความสำเร็จด้วยผลงานการยิงให้สโมสรไปถึง 103 ประตูจากการลงเล่น 187 นัด

หลังจากนั้นดอร์ทมุนด์ก็เดินหน้าส่งแมวมองไปตามล่าหานักเตะอายุน้อยฝีเท้าดีต่อไป ซึ่งก็ต้องต่อสู้แย่งชิงกับสโมสรชั้นนำอีกมายมายที่ส่งแมวมองไปส่องนักเตะอายุน้อยๆ อยู่ทั่วโลกเช่นกัน

แต่สิ่งสำคัญสำหรับเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การคว้าตัวดาวรุ่งมาให้ได้เท่านั้น เพราะเมื่อเซ็นสัญญาคว้าตัวมาได้แล้ว สโมสรก็จำเป็นต้องดูแลพวกเขาต่อด้วย

ลาร์ส ริคเคน ผู้ประสานงานทีมเยาวชนดอร์ทมุนด์กล่าวว่า “มันไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญาคว้าตัวนักเตะมาเพื่อคว้าแชมป์บุนเดสลีการุ่นจูเนียร์สเท่านั้นหรอกนะ สโมสรจะต้องรับผิดชอบตัวนักเตะและครอบครัวของพวกเขาด้วยเมื่อไปพาตัวเขามาจากสภาวะแวดล้อมเดิมๆ ของพวกเขาตั้งแต่อายุยังน้อย เราจะพิจารณาดึงตัวนักเตะอายุน้อยมาจากต่างประเทศเมื่อเรามั่นใจ100% ว่านักเตะมีประสิทธิภาพพอที่จะเล่นกับทีมชุดใหญ่ได้เท่านั้น”

ระบบการคว้าตัวนักเตะเยาวชนของดอร์ทมุนด์ได้รับการยกย่องว่าสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะนอกจากจะต้องมีสายตาเฉียบคมแล้ว ทีมยังต้องเกลี้ยกล่อมให้สโมสรเชื่อให้ได้ว่านักเตะเหล่านี้ควรค่าแก่การเซ็นสัญญาด้วย

ที่ผ่านมาถือว่าดอร์ทมุนด์ล้มเหลวในเรื่องนี้น้อยมาก เพราะดาวรุ่งส่วนใหญ่ที่เข้ามาอยู่กับสโมสรต่างก็ย้ายออกไปพร้อมกับการเป็นนักเตะที่ดีขึ้น ความสำเร็จย่อมมีราคา นักเตะอย่างเกิตเซ่อ เลวานดอฟสกี้ ซาฮิน แม้จะถูกดึงตัวออกไปจากดอร์ทมุนด์แต่ก็สร้างชื่อเสียงให้ทีมเสืองเหลืองไม่น้อยในแง่ของการเป็นสโมสรที่สามารถบ่มเพาะฝีเท้าแข้งดาวรุ่งได้อย่างยอดเยี่ยมจนดึงดูดนักเตะอายุน้อยจากทั่วโลกได้

“ผมไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก” มิชาเอล ซอร์ค กล่าวให้สัมภาษณ์กับ ESPN FC เมื่อปีก่อน

“ก็แค่โชว์รายชื่อผู้เล่นให้ดู ในนั้นมีชื่อนักเตะที่อายุต่ำกว่า 21 ปีอยู่สามสี่คน มันทำให้พวกเขาตื่นเต้นที่จะได้โอกาสลงฟาดแข้งกับนักเตะระดับสุดยอดของโลกในเวทีแชมเปียนส์ลีก”

เว็บ สมัคร holiday palace บอกว่าจริงๆ แล้วก็คือเหล่าดาวรุ่งไม่เพียงได้รับโอกาสดีในทีมชุดใหญ่ ต้องบอกว่าพวกเขาได้รับโอกาสในการลงเล่นให้กับหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในยุโรปมากกว่า…

จาดอน ซานโช กล่าวกับนิตยสาร FourFourTwo ว่า “ไม่ต้องบอกก็รู้ นักเตะดาวรุ่งได้รับโอกาสมากมาย ต้องขอบคุณดอร์ทมุนด์ เพราะไม่เคยได้ยินว่ามีทีมไหนที่มีแฟนบอลเข้าชมในเกมในบ้านกว่าแปดหมื่นคนและให้ความเชื่อใจใน
นักเตะดาวรุ่งมากขนาดนี้”…

Tags :